สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ปรับขึ้นจีดีพีปี’69 เป็น 1.6% อาจ upside หากตัวเลขไตรมาส 2 ดี

สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ปรับขึ้นจีดีพีปี’69 เป็น 1.6% อาจ upside หากตัวเลขไตรมาส 2 ดี
ภาพประกอบข่าว

สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ปรับจีดีพีปี’69 ขึ้นเป็น 1.6% อาจ upside หากตัวเลขไตรมาส 2 ออกมาดี พร้อมมองเศรษฐกิจไทยช่วงที่เหลือหลังยังท้าทาย

นายทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เปิดเผยว่า ธนาคารปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตจีดีพีไทยปี 2569 เป็น 1.6% จากเดิม 1.4% จากแรงหนุนระยะสั้นของมาตรการบรรเทาค่าครองชีพของรัฐบาล แม้จะยังเป็นตัวเลขคาดการณ์ที่น้อย แต่มองว่าอาจมี upside ได้

“ตัวเลขคาดการณ์ที่น้อยมาจาก 2 เหตุผล คือ 1.อีก 2 สัปดาห์จะประกาศจีดีพีไตรมาส 2 ซึ่งธนาคารอยากเห็นตัวเลขนั้นก่อนว่าได้รับผลกระทบขนาดไหน ซึ่งตัวเลขคาดการณ์ของจีดีพีอาจปรับขึ้นได้ หรืออาจจะมี upside ไปถึงประมาณ 2% และไม่ได้แย่อย่างที่คิด และ 2.ในไตรมาส 4 ยังมีหลายเรื่องที่ธนาคารไม่มั่นใจ ทั้งงบประมาณปี 2570 จะผ่านทัน 1 ต.ค. หรือไม่ เหลือเวลาอีกราว 1 เดือนนิดๆ ถ้าทันจะเป็นผลบวกกับไตรมาสที่ 4 แต่ถ้าดีเลย์อาจกระทบต่อไตรมาสที่ 4 เช่นกัน” นายทิม กล่าวและว่า หากงบประมาณไม่ดีเลย์ นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมา และมีการต่อมาตรการบรรเทาค่าครองชีพ อาจทำให้จีดีพีโตเกิน 2% ได้

นายทิม กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 จะฟื้นตัวดีกว่าไตรมาส 2 แต่ในไตรมาสที่ 4 ปีนี้ อาจไม่มีตัวช่วยจากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ และฐานตัวเลขปีที่แล้วสูง จากมาตรการคนละครึ่งเมื่อปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามทั้งเรื่องงบประมาณ และมาตรการช่วยเหลือว่าจะดำเนินต่อไปหรือไม่

นอกจากนี้ ธนาคารมองว่าจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.00% ทั้งในปีนี้และปีหน้า รวมถึงไม่เห็นความกังวลเรื่องค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ซึ่งจะช่วยเรื่องการส่งออกและท่องเที่ยว สอดคล้องกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะเร่งขึ้นดอกเบี้ย เศรษฐกิจในระดับนี้น่าจะต้องการดอกเบี้ยต่ำไว้ก่อน “คงไม่ง่ายที่จะลดดอกเบี้ยจาก 1.00% ดีสุดคือคงดอกเบี้ยไว้ ท่ามกลางนโยบายการเงินโลกที่มีแรงกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ย”

ขณะที่คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อปีนี้ยังไม่เกินกรอบที่ 3.00% โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อปีนี้อยู่ที่ 1.9% และปีหน้าอยู่ที่ 1.5% ซึ่งอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบ จึงไม่จำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย เช่นเดียวที่ธปท.มองว่าเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยชั่วคราว

“ธนาคารมองว่าไทยจะได้รับแรงกดดัน หากระบบเศรษฐกิจประเทศอื่นเริ่มขึ้นดอกเบี้ย เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และยุโรป แต่แรงกดดันนี้เริ่มลดลง จากที่ทางยุโรปเริ่มพักการขึ้นดอกเบี้ย สหรัฐฯ ก็ไม่ได้รีบขึ้นดอกเบี้ย ดังนั้นการคงดอกเบี้ยของไทยยังน่าจะเป็นไปได้” นายทิม กล่าว

นายทิม กล่าวว่า ประเทศไทยยังขาดดุล เนื่องจากรายจ่ายกับรายได้ยังใกล้เคียงกัน และเศรษฐกิจยังไม่ได้โตเต็มที่ รัฐบาลยังเก็บรายได้ได้ไม่สูงเท่ารายจ่าย ซึ่งส่งผลให้หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลก็ไม่มีแนวโน้มขยายเพดานหนี้สาธารณะ และยังมีวินัยการคลัง อาจส่งผลให้ฟิตช์เรตติ้งปรับมุมมองจาก Negative เป็น Stable

สำหรับครึ่งปีแรก การส่งออกโตประมาณ 18% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่กระจุกตัวในสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งในการผลิตจำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบ (raw materials) ในสัดส่วนที่สูงจากต่างประเทศ ดังนั้นจึงส่งผลต่อการขาดดุลการค้า ราว 5-6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เริ่มกลับเข้ามาและสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้การลงทุนในประเทศก็เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับแนวคิดปีแห่งการลงทุนที่กระทรวงการคลังตั้งเป้าหมายไว้ อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องอาศัยการนำเข้าวัตถุดิบค่อนข้างเยอะเช่นกัน

ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวยังไม่กลับมามีจำนวนเท่ากับก่อนช่วงโควิด-19 ซึ่งจะส่งผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัดให้ยังไม่กลับไปเท่าก่อนช่วงโควิด-19 เช่นกัน “ดุลบัญชีเดินสะพัดดีขึ้น แต่ยังไม่กลับไปเท่ากับก่อนช่วงโควิด-19 เนื่องจากขาดดุลการค้า ยังต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศอยู่ และนักท่องเที่ยวยังไม่กลับเข้ามาเท่ากับช่วงก่อนโควิด-19”

นายทิม กล่าวว่า ในช่วงที่เหลือของปี มีเรื่องที่น่ากังวลจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ 1.สงคราม 2.ดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะขึ้นหรือเปล่า ซึ่งจะกระทบกับผู้ประกอบการธุรกิจ และอาจกดดันให้ประเทศอื่นขึ้นดอกเบี้ยตามได้ และ 3.เอลนีโญ ซึ่งอาจรุนแรงและกระทบราคาอาหารให้สูงขึ้นไปพร้อมๆ กับราคาพลังงาน

สำหรับปัจจัยภายในนั้น เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ไม่น่ากังวลเพราะได้แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ แต่ไตรมาส 4 ยังต้องรอดูงบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้า รวมทั้งต้องรอดูว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐต่ออีกหรือไม่ และนักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาเที่ยวไทยหรือเปล่า

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚