ปลัดคลังโต้ฝ่ายค้าน เคลียร์ชัดใช้เงิน พ.ร.ก.กู้ กับบัตรคนจน 300 บาทได้
ปลัดคลังโต้ฝ่ายค้าน เคลียร์ชัดใช้เงิน พ.ร.ก.กู้ กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 300 บาทได้ ย้ำเป็นไปตามเงื่อนไข ไม่ผิดวัตถุประสงค์-ช่วยสำนักงบฯ นำงบไปใช้กับโครงการอื่นที่ไม่เข้าเกณฑ์พ.ร.ก.กู้
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึง กรณีที่ฝ่ายค้านระบุว่าการใช้เงินจากพระราชกำหนดกู้เงินฯ กับการช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในส่วน 300 บาท ไม่ได้ เนื่องจากต้องใช้เงินจากกองทุนประชารัฐฯ นั้น ไม่เป็นความจริง เพราะการออกพระราชกำหนดกู้เงินฯ ระบุไว้ชัดเจนว่าสามารถนำไปช่วยเหลือบรรเทาค่าครองชีพประชาชนและช่วยการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งการใช้เงินช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนี้เข้ากับเกณฑ์ดังกล่าว จึงสามารถใช้เงินจากพ.ร.ก.กู้เงินฯ ได้ทั้งหมด
นายลวรณ อธิบายว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการบริหารการเงินการคลังของประเทศที่ขณะนี้มีเงินอยู่จำกัด จึงจำเป็นต้องออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพราะพิจารณาแล้วว่าแหล่งเงินของประเทศจาก 3 ส่วนที่สำคัญมีไม่เพียงพอ ได้แก่ งบกลางปีงบประมาณ 2569 เหลือ 2 หมื่นล้านบาท, ทุนสำรองตามพระราชบัญญัติงบประมาณฯ หากมีรายได้ไม่เพียงพอจะสามารถกู้เงินได้อีก 5 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาใช้จ่าย และพ.ร.บ. โอนงบประมาณปี 2569 ซึ่งล่าสุดอาจจะได้ไม่ถึง 2 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อรวมแหล่งเงินทั้ง 3 ส่วนแล้ว พบว่ายังไม่เพียงพอกับโครงการต่างๆ ที่ส่วนราชการเสนอขอมายังสำนักงบประมาณที่มีสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งมีทั้งโครงการเพื่อความมั่นคงด้านชายแดน และเรื่องภัยพิบัติ เป็นต้น โดยโครงการเหล่านี้ไม่เข้ากับหลักเกณฑ์การใช้เงินจากพ.ร.ก.กู้เงินฯ และในจำนวนนี้มีเพียงโครงการเดียว คือสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 300 บาท ที่เข้ากับหลักเกณฑ์ของพ.ร.ก.กู้เงินฯ ดังกล่าว จึงโยกโครงการส่วนนี้มาใช้เงินจากพ.ร.ก.กู้เงินฯ แทน เพื่อลดภาระงบประมาณ และเพิ่มช่องว่างให้สำนักงบประมาณจัดสรรโครงการอื่นที่รออยู่ซึ่งไม่ตรงกับหลักเกณฑ์ได้
“ยืนยันว่าการใช้เงินจากพ.ร.ก.กู้เงินฯ จ่ายให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ผิดวัตถุประสงค์ และเป็นโครงการเดียวที่อยู่ระหว่างรอคิวขอใช้งบที่เข้าเงื่อนไขการใช้เงินจากพ.ร.ก.กู้เงิน เราจึงเห็นว่าเมื่อต้องการเพิ่มให้อีก 700 บาทแล้ว ทำไมจะจ่ายในส่วน 300 บาทไม่ได้ ทั้งๆ ที่เป็นช่องทางการลดภาระได้ถึง 1.88 หมื่นล้านบาท เรื่องนี้เป็นเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณ ไม่มีเจตนาหมกเม็ดใดๆ และเอกสารที่เสนอเข้าคณะรัฐมนตรีเพื่อออกพ.ร.ก.ชี้แจงไว้ชัดเจนทุกประเด็นแล้ว” นายลวรณ กล่าว
นายลวรณ กล่าวว่า งบประมาณเพื่อนำมาใช้จ่ายสิทธิบัตรสวัสดิการ 300 บาทนั้น ในปีงบประมาณ 2569 สำนักงบประมาณประเมินว่าจะมีการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ซึ่งจะมีจำนวนคนรายได้น้อยลดลง และใช้เงินงบประมาณน้อยลง จึงทำให้งบที่ตั้งไว้ไม่เพียงพอ เนื่องจากไม่ได้มีการลงทะเบียนรอบใหม่ตามที่กำหนดไว้เดิม ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติ เพราะมีหลายโครงการในลักษณะนี้ที่ตอนต้นของบประมาณไว้ แต่ภายหลังพบว่าไม่เพียงพอก็ต้องมีการขอเพิ่มในภายหลังได้
นอกจากนี้ สำหรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่จะเปิดให้ลงทะเบียนในรอบใหม่ จะทบทวนเกณฑ์ใหม่ให้เสร็จภายใน 2 เดือนแรก
นายวินิจ วิศิษฐ์สุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการพิจารณาเกณฑ์ผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ จะมีการคัดกรองผ่านระบบดิจิทัลที่ละเอียด เข้มข้น และรอบคอบขึ้น โดยจะต้องผ่านการคัดกรองจากกว่า 18 หน่วยงาน ซึ่งเกณฑ์เบื้องต้นจะเป็นไปตามเดิมคือต้องมีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท/ปี และจะกำหนดเงื่อนไขอื่นๆ เพิ่ม ทั้งรายได้โดยตรงและสะท้อนว่ามีรายได้ ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณากำหนดเกณฑ์ดังกล่าว เพื่อสรุปและเสนอเข้าครม. ต่อไป

