‘ซีไอเอ็มบี ไทย’ เตือนเศรษฐกิจโลก Q4 เผชิญ 6 ความเสี่ยง แนะเตรียมพร้อมรับมือให้ทันท่วงที

‘ซีไอเอ็มบี ไทย’ เตือนเศรษฐกิจโลก Q4 เผชิญ 6 ความเสี่ยง แนะเตรียมพร้อมรับมือให้ทันท่วงที
ภาพประกอบข่าว

“ดร.อมรเทพ ซีไอเอ็มบี ไทย” เตือนภาคธุรกิจ-นักลงทุนรับมือ 6 ปัจจัยเสี่ยงช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 นี้ แนะภาคธุรกิจ-ผู้กำหนดนโยบายเตรียมพร้อมรับมือให้ทันท่วงที

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกในช่งงไตรมาส 4 ปี 2569 นี้ มีความเสี่ยงที่ต้องติดตาม มีความไม่แน่นอนหลายด้าน ซึ่งตนใช้ตัวย่อว่า “CRISIS” แต่ไม่ใช่ว่าเป็นวิกฤต แต่หากเกิดขึ้นพร้อมกันหรือรุนแรงกว่าคาด ก็อาจกระทบเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย การค้าโลก และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจได้
ทั้งนี้ CRISIS คือ 6 ความเสี่ยงสำคัญ ที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจและผู้กำหนดนโยบายเตรียมรับมือได้อย่างทันท่วงที

โดยตัว C คือ Conflict & Commodities: ความขัดแย้งและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐ อาจผลักดันราคาน้ำมันและพลังงานให้สูงขึ้น รวมถึงกระทบเส้นทางขนส่งและห่วงโซ่อุปทาน หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จะซ้ำเติมต้นทุนธุรกิจและลดกำลังซื้อของครัวเรือน

ตัว R คือ Rates & Yields: ดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตร ซึ่งหากเงินเฟ้อลดลงช้ากว่าคาด หรือกลับมาเร่งตัวจากราคาพลังงานและการคาดการณ์เงินเฟ้อ ธนาคารกลาง โดยเฉพาะเฟด อาจต้องคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้นหรือกลับมาขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่สูงขึ้นจะเพิ่มต้นทุนทางการเงิน กดดันการลงทุนและราคาสินทรัพย์ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีภาระหนี้สูง

ตัว I คือ International Trade: สงครามการค้าและความเสี่ยงจากการแบ่งขั้ว โดยความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับจีนอาจกลับมารุนแรงขึ้น ทั้งจากการขึ้นภาษีและข้อจำกัดทางการค้า ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมาตรการที่สหรัฐใช้กับจีนโดยตรง แต่อาจรวมถึงแรงกดดันให้ประเทศคู่ค้าลดการนำเข้าจากจีน และการแยกห่วงโซ่อุปทานของจีนออกจากระบบการค้าโลก ธุรกิจจึงต้องเตรียมรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนในการจัดหาวัตถุดิบ แม้บางประเทศอาจได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต แต่ประโยชน์ดังกล่าวไม่ได้กระจายไปทุกอุตสาหกรรมอย่างเท่าเทียมกัน

ตัว S คือ Shutdown & US Political Gridlock: การเมืองสหรัฐและความเสี่ยง Government Shutdown ซึ่งการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในเดือนพฤศจิกายน และความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมือง อาจทำให้การจัดทำงบประมาณและการดำเนินนโยบายมีความไม่แน่นอนมากขึ้น รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการปิดหน่วยงานรัฐบาล (Government Shutdown) โดยเฉพาะหากการเจรจางบประมาณยืดเยื้อ

ขณะเดียวกัน หากพรรคเดโมแครตได้เสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ก็อาจทำให้ทิศทางนโยบายและการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติเปลี่ยนแปลงไป เพิ่มความผันผวนต่อการเมืองและตลาดการเงินสหรัฐ

ตัว I คือ Inflated AI Valuations: มูลค่าหุ้น AI ที่สูงเกินไป โดย AI ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหุ้นและความคาดหวังต่อผลิตภาพในระยะยาว แต่ความเสี่ยงอยู่ที่การลงทุนและราคาหุ้นอาจวิ่งนำหน้าผลประกอบการ หากรายได้และกำไรเติบโตไม่ทันกับความคาดหวังของตลาด ก็มีโอกาสเกิดการปรับฐานอย่างรุนแรง และส่งผลกระทบต่อความมั่งคั่ง ความเชื่อมั่นนักลงทุน และตลาดหุ้นโดยรวม

ตัว S คือ Sovereign Debt Stress: ความเปราะบางทางการคลังและหนี้สาธารณะ โดยปัญหาการคลังของฝรั่งเศสและความกังวลต่อหนี้สาธารณะในยุโรปอาจทำให้นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่มีฐานะการคลังเปราะบาง หากความเสี่ยงลุกลาม อาจเพิ่มต้นทุนการระดมทุนของรัฐบาล กระทบภาคธนาคาร และสร้างแรงกดดันต่อเสถียรภาพทางการเงินของยุโรปโดยรวม

ดร.อมรเทพ กล่าวว่า แม้ความเสี่ยงจากต่างประเทศอาจสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทย แต่ตนมองว่าไทยยังมีความสามารถในการปรับตัวและผ่านพ้นความผันผวนไปได้ (Resilience) อย่างไรก็ตาม การผ่านพ้นวิกฤตไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ดี

โดยโจทย์สำคัญของไทยยังอยู่ที่การบริโภคภายในประเทศซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวอย่างจำกัด จากกำลังซื้อที่เปราะบาง ภาระหนี้ครัวเรือน และความไม่แน่นอนของรายได้ ขณะที่ความเสี่ยงจากต่างประเทศอาจซ้ำเติมต้นทุนและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ

ดังนั้น แม้เศรษฐกิจไทยอาจไม่เผชิญวิกฤตรุนแรงในกรณีฐาน แต่การเติบโตยังมีแนวโน้มต่ำกว่าศักยภาพ หากไม่สามารถฟื้นแรงส่งจากอุปสงค์ภายในประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับภาคธุรกิจ ไตรมาส 4 นี้ มองว่ามี 3 เรื่องที่ควรให้ความสำคัญ

1.บริหารต้นทุนและความเสี่ยง โดยเฉพาะราคาพลังงาน อัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนทางการเงิน

2.รักษาสภาพคล่องและความยืดหยุ่น เตรียมแผนรองรับกรณียอดขายหรือคำสั่งซื้อชะลอตัวกว่าคาด

3.ติดตามกำลังซื้ออย่างใกล้ชิด ปรับแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง

“ท้ายที่สุด CRISIS ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังเข้าสู่วิกฤต แต่เป็นเครื่องเตือนใจให้เราไม่ประมาทต่อความเสี่ยง เศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพที่จะผ่านความท้าทายเหล่านี้ไปได้ แต่การเติบโตให้แข็งแกร่งกว่านี้จำเป็นต้องอาศัยทั้งการบริหารความเสี่ยงที่ดีของภาคธุรกิจ และการฟื้นตัวของกำลังซื้อภายในประเทศอย่างยั่งยืน ส่วนนักลงทุน ก็อยากฝากว่าเตรียมสภาพคล่องให้ดี เพราะว่าความไม่แน่นอนมันมีสูง แล้วก็หาโอกาสในการทำกำไรในแต่ละช่วงจังหวะ”

    สถิติการรีวิวล่าสุด

    คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚