เอกนิติ ตั้งคณะทำงานรื้อยุทธศาสตร์ Data Center ครอบคลุมทุกมิติ ชง ครม. 4 ส.ค.นี้
เอกนิติ ตั้งคณะทำงานรื้อยุทธศาสตร์ Data Center ครอบคลุมทุกมิติ สิ่งแวดล้อม-สังคม ชง ครม. 4 ส.ค.นี้
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า BOI จะตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาการทำนโยบายเกี่ยวกับ Data Center ทั้งหมด ทั้งมิติด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสังคม โดยจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในสัปดาห์หน้า (4 ส.ค.)
“สำหรับเรื่อง Data Center จะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพื่อดูเรื่องการทำนโยบายที่เกี่ยวกับ Data Center ทั้งหมด ทุกมิติทั้งสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยจะเข้าคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า” นายเอกนิติ กล่าว
ก่อนหน้านี้ (19 มิ.ย.) นายเอกนิติ กล่าวว่า จะปฏิรูปยุทธศาสตร์ของ BOI รวมถึงกล่าวว่า เรื่อง Data Center มีทั้งมุมบวกและลบ โดยไทยมีจุดแข็งเรื่องนี้ และอาจนำไปต่อยอดสู่ Cloud Service รวมทั้งจะทำให้คนไทยได้ใช้ในราคาที่ถูกลง แม้ว่า Data Center จะใช้น้ำและไฟฟ้าจำนวนมหาศาล แต่ BOI ต้องคำนึงว่ายุทธศาสตร์จะไม่แย่งทรัพยากรคนไทย แต่อาจให้ภาคเอกชนลงทุนพลังงานสะอาดควบคู่ไปด้วย
ทั้งนี้ วันนี้ (31 ก.ค.) นายเอกนิติ เปิดเผยผลการประชุมอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ภายใต้กรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ว่า อนุกรรมการได้ตั้งคณะทำงาน 5 ชุด ได้แก่
1. Investment Industry Transformation Hub การลงทุนเพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึง เพื่อสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมเก่าและใหม่ เพิ่มศักยภาพทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรมของไทย เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างทั่วถึง สนับสนุนสินค้า Local Content เน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ เชื่อมต่อกับอุตสาหกรรมภายในประเทศ และ SMEs ยกระดับศักยภาพแรงงานไทย รวมทั้งเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นและทักษะแรงงานไทย
2. AI and Digital Hub ขับเคลื่อนอนาคตด้วยเอไอและเทคโนโลยีขั้นสูง โดยจะดึงดูดการลงทุนในเอไอ และพัฒนาระบบนิเวศด้านเอไออย่างครบวงจร รวมทั้งผลักดันให้ใช้ AI ในทุกภาคส่วน หรือ AI for All and All for AI พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และการนำเอไอไปใช้กับแอปพลิเคชัน
3. Green Economy Hub เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ทำงานร่วมกับเอกชนเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด และคาร์บอนมาร์เก็ตเพื่อกลไกการเงินสีเขียว
4.Financial Hub พัฒนานวัตกรรมการเงิน ขับเคลื่อนการลงทุนและนวัตกรรม โดยหัวใจสำคัญคือวันนี้ Financial Center ต่างๆ อาจจะมีปัญหาในหลายภูมิภาคจากสงครามในตะวันออกกลาง อาจสร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินได้ ทั้งตลาดทุน หลักทรัพย์ และพันธบัตร รวมถึงส่งเสริมสตาร์ทอัปด้วย
5. Medical Hub พัฒนานวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง เนื่องจากไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ และดีมานด์ด้านนี้สูง สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้เกิดขึ้นได้ สร้าง Medical Ecosystem ให้ครบวงจร ทั้งการบริการ ยา อาหาร และเชื่อมโยงสู่ซัพพลายเชนของการแพทย์โลก
นายเอกนิติ กล่าวว่า แต่ละคณะทำงานได้รับโจทย์ให้ทำแผน Quick Big Win เน้นเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน เกิดประโยชน์ และเร็ว ภายใน 6 เดือน, แผน Big Win ภายใน 2 ปี และแผน Long Win เน้นทำโครงสร้างพื้นฐาน ภายใน 4 ปี ซึ่งอนุกรรมการนี้จะประชุมกันอีกครั้งภายในสิ้นเดือน ส.ค. นี้
“สำหรับการสร้างแรงจูงใจการลงทุน เช่น ถ้าต้องการด้านภาษีก็มีทั้งเครื่องมือของ BOI และกระทรวงการคลัง ทั้งภาษีสนับสนุนการลงทุน งบประมาณที่จัดสรรให้ตรงเป้าได้มากขึ้น เพราะมีอยู่อย่างจำกัด เรื่อง PPP ร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน สำหรับตลาดทุนใช้ Thailand Future Fund ลงทุนจากเม็ดเงินในตลาดทุน เพราะมีสภาพคล่องในตลาดเงินและตลาดทุนสูง ทั้งนี้บางนโยบายอาจไม่ต้องใช้เงินเลย แต่เป็นนโยบายภาครัฐ เช่น Medical Hub การจัดซื้อจัดจ้างที่ใช้ยาคุณภาพ ยาสมุนไพร ซึ่งสามารถขับเคลื่อนให้เกิดอุตสาหกรรมโดยไม่ต้องใช้เงินเลย” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ตั้งเป้าการลงทุนที่ 30% ของจีดีพี ซึ่งจะต้องแจกแจงเป็นการลงทุนภาครัฐและเอกชนต่อไป และมีความเป็นไปได้เพราะตอนนี้อยู่ที่ 22-23% ของจีดีพี และหากเกิดจริงจะเกิดประโยชน์มาก อย่างไรก็ดี ทางธนาคารโลกจะมาช่วยทำโมเดลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ช่วย verify การลงทุนให้เพิ่มศักยภาพการแข่งขันภายใน 4 ปี หรือปี 2572 แม้ท้าทายแต่คิดว่าต้องทำให้ได้

