นักเศรษฐศาสตร์แนะ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เฟส 2 ต้องทบทวนเป้าหมายให้ชัด มอง 60/40 เป็นต้นทุนที่ต้องแบก
นักเศรษฐศาสตร์แนะ ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ต้องทบทวนเป้าหมายให้ชัด มอง 60/40 เป็นต้นทุนที่ต้องแบก-กังวลร้านค้าบิดเบือนการแข่งขัน
ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า หากรัฐบาลต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) เฟส 2 จำเป็นต้องทบทวนเป้าหมายของโครงการให้ชัด ว่ารัฐบาลต้องการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนหรือต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากงบประมาณเหลืออยู่ราว 4 หมื่นล้านบาท รวมทั้งระยะเวลาเริ่มต้นโครงการตั้งแต่เดือนมิถุนายนน่าจะแสดงให้เห็นมิติของการออกแบบโครงการว่ามีผลหรือมีความจำเป็นที่ต้องแจกกลุ่มเป้าหมายเดิมราว 30 ล้านคนหรือไม่อย่างไร
ทั้งนี้ ศ.ดร.อธิภัทร กล่าวว่า สำหรับการออกแบบโครงการต่อนั้น จะต้องพิจารณาถึงกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น หากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ต้องเจาะกลุ่มที่มีแนวโน้มการบริโภค (Marginal Propensity to Consume) สูงที่สุด รวมทั้งต้องพิจารณาด้วยว่ารูปแบบโครงการควรจะเป็นแบบ 60/40 ต่อไปหรือไม่
“จำเป็นต้องพิจารณาว่าจะใช้ 60/40 ต่อหรือไม่ เพราะมันเป็นต้นทุนที่เยอะต่อรัฐบาล เวลาที่ออกแบบโครงการจะต้องบาลานซ์ระหว่างแรงกดดันทางการเมือง แน่นอนว่านักการเมืองอยากให้เยอะ ๆ เหมือนเดิม แต่งบประมาณที่เหลือจำกัด จะออกแบบยังไงให้เป็นไปตามเป้าหมายและคุ้มค่า” ศ.ดร.อธิภัทร กล่าว
อย่างไรก็ตาม การออกแบบต้องทำเพื่อให้เห็นผลในระยะยาว เพราะคำถามที่สำคัญที่สุดคือหากต่ออายุโครงการแล้ว จะได้ผลระยะสั้นเพียงไตรมาสเดียวหรือเปล่า รวมถึงว่าการต่ออายุโครงการจะดึงประชาชนและร้านค้าเข้ามายังระบบภาษีได้มากขึ้นหรือไม่
ศ.ดร.อธิภัทร กล่าวว่า สำหรับร้านค้า โครงการไทยช่วยไทยพลัสอาจทำให้เกิดการบิดเบือนการแข่งขันในตลาด เนื่องจากหากเป็นโครงการระยะสั้น การบิดเบือนการแข่งขันนั้นอาจมีจำกัด แต่ถ้าดำเนินโครงการเกินครึ่งปี ต้องพิจารณาถึงการบิดเบือนการแข่งขันในตลาดที่อาจเกิดขึ้นด้วย
“ถ้าให้เกินครึ่งปี ผมว่าต้องดูว่าบิดเบือนการแข่งขันอย่างไรบ้าง เราให้ร้านเล็กและจำกัดว่าคุณต้องมาอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งต้องมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านต่อปี ผมว่าถ้าจะให้ระยะยาว ต้องทบทวนว่าแบบไหนจะสร้างความเป็นธรรมของการแข่งขัน ระหว่างคนที่อยู่ในระบบภาษีแบบถูกต้อง กับร้านค้าขนาดเล็กที่ไม่เคยเปิดเผยรายได้ทั้งหมด ต้องทำให้แฟร์มากขึ้น” ศ.ดร.อธิภัทร กล่าว
รวมทั้งการใช้เอไอนกกระซิบของโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่จะช่วยคำนวณรายรับรายจ่ายและวิเคราะห์ยอดขายให้ร้านค้านั้น รัฐบาลจะสามารถทำให้ร้านค้าใช้งานและเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้นหรือเปล่า “ผมหวังว่าจะมีการวิเคราะห์อย่างเป็นรูปธรรม และทำให้เห็นว่าไม่ใช่โครงการระยะสั้น”
“ผมคิดว่าประเทศเรา คนเสพติด (โครงการลักษณะนี้) ไม่ใช่ประชาชน ผมคิดว่าคนเสพติดคือนักการเมือง นักการเมืองเสพติดนโยบายประชานิยม ไทยช่วยไทยพลัสก็เป็นประชานิยมประเภทหนึ่ง ซึ่งข้อที่ทำให้นักการเมืองชอบคือหาเสียงได้ คะแนนเสียงมาทันที ผมคิดว่าการบอกว่าประชาชนเสพติดนั้นไม่ถูก คนเสพติดคือนักการเมืองเอง” ศ.ดร.อธิภัทร กล่าว

