FETCO จ่อชง 4 มาตรการเร่งออม ดัน TISA วงเงินสูง-เว้นภาษี 2 ปี
FETCO เปิด 4 แผนดันเงินออมไทยจากเกือบ 25% สู่ 28% ของ GDP รองรับ Investment Cycle รอบใหม่ ชง TISA ต้องจูงใจให้เกิดเงินออมใหม่จริง พร้อมบังคับออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และเปิดทางเงินลงทุนต่างประเทศไหลกลับไทย
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า FETCO เตรียมเสนอรัฐบาล 4 แนวทางเพิ่มการออมของประเทศ โดยตั้งเป้าหมายผลักดันสัดส่วนการออมขึ้นสู่ระดับ 28% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้นประมาณ 3% จากปี 2568 ที่อยู่ในระดับเกือบ 25% ของ GDP เพื่อสร้างแหล่งเงินทุนรองรับวงจรการลงทุนรอบใหม่ของไทย
ข้อเสนอดังกล่าวสอดรับกับเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในประเทศขึ้นสู่ประมาณ 30% ของ GDP จากระดับประมาณ 23% ในปี 2568 โดย FETCO มองว่า หากต้องการเร่งการลงทุนให้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องเพิ่มเงินออมภายในประเทศควบคู่กัน เพื่อไม่ให้ไทยต้องพึ่งพาการกู้ยืมหรือเงินทุนจากต่างประเทศมากเกินไป
สำหรับ 4 ข้อเสนอ ประกอบด้วย 1.เสนอให้การกำหนดวงเงินลงทุนในบัญชีการลงทุนส่วนบุคคล (TISA) อยู่ในระดับสูงกว่าเพดานสิทธิลดหย่อนเพื่อการลงทุนรวมในปัจจุบัน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเพิ่มการออมและเกิด “เงินออมใหม่” เข้าสู่ระบบอย่างมีนัยสำคัญ
โดยเห็นว่ารัฐบาลควรศึกษาระดับวงเงินที่เหมาะสมว่า ต้องมากเพียงใดจึงจะสามารถกระตุ้นให้ประชาชนเพิ่มการออมได้จริง เนื่องจากหากมาตรการให้สิทธิประโยชน์ไม่มากพอ แม้จะมีโครงการออกมา แต่ประชาชนอาจไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการออม และไม่สามารถผลักดันสัดส่วนการออมของประเทศให้เพิ่มขึ้นตามเป้าหมายได้ เบื้องต้นคาดว่า รัฐบาลจะนำเรื่อง TISA เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้
2.เสนอให้ยกระดับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปสู่ระบบการออมภาคบังคับ เพื่อเพิ่มจำนวนแรงงานที่มีเงินออมระยะยาว โดยมองว่าการพึ่งพาการออมแบบสมัครใจเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากประชาชนจำนวนมากยังมีเงินออมในระดับต่ำ ซึ่งการสร้างระบบที่ทำให้แรงงานออมอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ประชาชนสะสมเงินไว้ใช้หลังเกษียณ ขณะเดียวกันยังเพิ่มฐานเงินออมระยะยาวของประเทศ ซึ่งสามารถนำไปสนับสนุนการลงทุนในภาคเศรษฐกิจได้
3.การพัฒนาระบบนิเวศของ Trust และ Family Office โดยปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับทรัสต์ให้มีความยืดหยุ่น และสามารถรองรับการบริหารทรัพย์สินของครอบครัวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เพื่อดึงเงินของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งเข้ามาบริหารจัดการในประเทศไทย
FETCO มองว่าปัจจุบันกฎหมายของไทยยังไม่เอื้อต่อการบริหารทรัพย์สินในลักษณะดังกล่าว ทำให้ผู้มีความมั่งคั่งบางส่วนเลือกใช้บริการบริหารทรัพย์สินในต่างประเทศ และนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศตามไปด้วย
หากไทยสามารถพัฒนากฎหมายและระบบรองรับ Family Office ได้ จะช่วยเพิ่มโอกาสดึงวาณิชธนกิจและผู้ให้บริการบริหารความมั่งคั่งจากต่างประเทศเข้ามาตั้งสำนักงานหรือใช้ไทยเป็นศูนย์กลางบริหารทรัพย์สินของลูกค้า ซึ่งนอกจากช่วยดึงเงินทุนระยะยาวเข้าประเทศแล้ว เงินบางส่วนยังมีโอกาสเข้าสู่ตลาดทุนและสินทรัพย์ของไทยด้วย
และ 4.การเปิดทางให้เงินลงทุนของคนไทยในต่างประเทศไหลกลับเข้าสู่ประเทศ โดยเสนอให้ยกเว้นภาษีเงินได้เป็นการชั่วคราวเป็นเวลา 2 ปี สำหรับเงินลงทุนในต่างประเทศและกำไรจากการลงทุนที่นำกลับเข้าประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม เงินที่นำกลับมาจะต้องนำมาลงทุนทั้งหมดในตลาดทุนไทย และถือครองการลงทุนเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้มาตรการดังกล่าวนำไปสู่การเพิ่มเงินทุนระยะยาวในประเทศ ไม่ใช่เพียงการนำเงินกลับเข้ามาในระยะสั้น แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเปลี่ยนเงินออมของคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศให้กลับมาเป็นแหล่งทุนสำหรับเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย
นายไพบูลย์กล่าวว่า ข้อเสนอทั้ง 4 เรื่องไม่ใช่แนวคิดใหม่ทั้งหมด และเป็นเรื่องที่ FETCO ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ปัจจุบันทำให้เรื่องดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้น หลังรัฐบาลตั้งเป้าเร่งสัดส่วนการลงทุนของประเทศจากประมาณ 23% ไปสู่ 30% ของ GDP
ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการสร้างวงจรการลงทุนรอบใหม่ ก็ควรกำหนดเป้าหมายเพิ่มการออมควบคู่กัน โดย FETCO เสนอให้ขยับจากเกือบ 25% ในปี 2568 ขึ้นสู่ประมาณ 28% ของ GDP เพื่อให้มีเงินทุนภายในประเทศรองรับการลงทุนในอนาคตมากขึ้น
“การลงทุนต้องมาพร้อมกับการออม เพราะถ้าเราไม่ออมหรือเน้นลงทุนอย่างเดียว ก็แปลว่าเราจะต้องเอาเงินจากที่อื่นมา ถ้าประเทศไทยมีเงินออมมากพอที่จะไปลงทุนก็จบ แต่ถ้าเงินออมไม่พอ ก็ต้องกู้หรือดึงเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามา”
นายไพบูลย์กล่าวว่า การเพิ่มเงินออมจึงเป็นอีกโจทย์ที่รัฐบาลควรให้น้ำหนักควบคู่กับนโยบายส่งเสริมการลงทุน เพราะยิ่งประเทศไทยสามารถใช้เงินออมภายในประเทศรองรับการลงทุนได้มากเท่าใด ก็จะช่วยลดการพึ่งพาการกู้และเงินทุนต่างประเทศ และทำให้วงจรการลงทุนรอบใหม่มีความยั่งยืนมากขึ้น

