หุ้นไทยยังไร้ปัจจัยบวก จับตายีลด์-น้ำมันพุ่ง-บาทอ่อนกดฟันด์โฟลว์

หุ้นไทยยังไร้ปัจจัยบวก จับตายีลด์-น้ำมันพุ่ง-บาทอ่อนกดฟันด์โฟลว์
ภาพประกอบข่าว

บล.พาย ประเมินหุ้นไทยวันนี้เผชิญแรงกดดันจาก Bond Yield สหรัฐและราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นแรง ขณะที่เงินบาทอ่อนค่ากลับมาทดสอบ 33.47 บาทต่อดอลลาร์ อาจกดดันกระแสเงินทุนต่างชาติ มอง SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1,590-1,620 จุด ชูหุ้นพลังงาน-ธนาคาร-ส่งออก รับอานิสงส์ยีลด์สูงและบาทอ่อน

บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นยังมีปัจจัยกดดันหลายด้าน ทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Bond Yield) และราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นแรง ส่งผลให้ตลาดกลับมากังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน ประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) วันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 1,590-1,620 จุด โดยบรรยากาศการลงทุนโดยรวมยังเป็นลบ หลัง DJIA Futures เคลื่อนไหวลดลงประมาณ 0.2% ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวลงราว 0.2%

ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนที่ผ่านมา ดัชนี DJIA ปิดลดลง 161 จุด หรือประมาณ 0.3% ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังมีความรุนแรง และส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น ซึ่งตลาดกังวลว่าอาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ

ด้านราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) ปิดเพิ่มขึ้น 3.4% หลังมีรายงานว่ากลุ่มฮูตี ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากอิหร่าน ยิงขีปนาวุธโจมตีซาอุดีอาระเบีย ขณะที่สถานการณ์ตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ประกอบกับท่าทีของผู้นำอิหร่านที่ระบุว่าจะไม่ยอมจำนนต่อสหรัฐ ทำให้ตลาดประเมินว่าความขัดแย้งมีโอกาสยืดเยื้อ

นอกจากนี้ US Bond Yield หลายช่วงอายุ ทั้ง 2 ปี 10 ปี และ 30 ปี ปรับตัวขึ้นทำระดับสูงสุดใหม่ในรอบหลายปี ส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่า และกดดันให้สกุลเงินในภูมิภาค รวมถึงเงินบาทอ่อนค่าลง

ล่าสุด CME FedWatch ให้น้ำหนักประมาณ 67.5% ต่อโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม สะท้อนความกังวลของตลาดต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและนโยบายการเงินที่อาจตึงตัวมากขึ้น

สำหรับตลาดหุ้นไทย ปัจจัยที่ต้องติดตามคือการอ่อนค่าของเงินบาท โดยช่วงเช้ากลับมาทดสอบบริเวณ 33.47 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ สอดคล้องกับการซื้อขายวันก่อนหน้าที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 661 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม มองว่า Downside ของ SET อาจไม่มากนัก เนื่องจากมีโอกาสเกิดการหมุนกลุ่มลงทุนจากหุ้นเทคโนโลยีเข้าสู่หุ้น Value และกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะหลังราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแรง ซึ่งจะช่วยประคองดัชนีในช่วงที่ตลาดเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก

กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นจึงเน้นเลือกหุ้นในกลุ่มที่มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว ได้แก่ กลุ่มพลังงาน PTT, PTTEP, TOP และ BCP ซึ่งได้แรงหนุนจากราคาน้ำมัน กลุ่มธนาคาร BBL, KBANK, KTB และ SCB ที่ได้ประโยชน์จากทิศทาง Bond Yield กลุ่ม Defensive อาทิ ADVANC, BDMS, BH, BCH และ PR9 รวมถึง กลุ่มส่งออก ITC และ TU ซึ่งมีปัจจัยบวกจากเงินบาทที่อ่อนค่า

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚