เปิดใจแม่ทัพ สบน. ว่าด้วย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

เปิดใจแม่ทัพ สบน. ว่าด้วย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
ภาพประกอบข่าว

ในห้วงยามที่รัฐบาลยืนยันถึงความจำเป็นต้องออกกฎหมายพิเศษมากู้เงิน จำนวน 4 แสนล้านบาท เพื่อนำมาแก้ “วิกฤต” อันมีต้นตอมาจากปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังไร้จุดจบ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้พูดคุยกับ “จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล” ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ในฐานะผู้บริหารหน่วยงานที่มีหน้าที่ต้องบริหารจัดการ “การกู้เงิน” ดังกล่าว

กู้เงินแก้วิกฤตมาแล้วหลายครั้ง

“จินดารัตน์” กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยเคยกู้เงินเพื่อรับมือวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ช่วงต้มยำกุ้ง ปี 2540, วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2552 ที่ต้องออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มากู้เงิน 4 แสนล้านบาท ภายใต้โครงการไทยเข้มแข็ง หรือช่วงวิกฤตน้ำท่วมปี 2554 ก็มีออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเช่นกัน แต่เบิกไปได้ประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท รัฐสภาบอกว่า พ.ร.ก.ไม่มีผล จึงยกเลิกไป จากนั้นก็มีการออก พ.ร.ก.กู้เงินอีกทีช่วงวิกฤตโควิด ปี 2562 วงเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท แล้วก็มา 5 แสนล้านบาท ก็เป็นเหตุการณ์ที่จำเป็นเร่งด่วน ต้องเร่งช่วยเหลือประชาชน ส่วนใหญ่จะเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าวัคซีน

“การออก พ.ร.ก.จะเป็นการกู้ On Top จากเพดานตามพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ ที่มีสัดส่วนที่บังคับอยู่ว่า กู้ชดเชยการขาดดุลได้ไม่เกิน 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีบวกด้วยไม่เกิน 80% ของงบฯ ชำระคืนต้นเงินกู้ ซึ่งในแต่ละครั้งที่เกิดวิกฤตจะมีความต้องการใช้เงินที่มากกว่าการขาดดุลงบประมาณ จึงต้องออก พ.ร.ก.”

ความจำเป็นที่ต้องกู้ 4 แสนล้าน

สำหรับรอบนี้ “จินดารัตน์” กล่าวว่า วิกฤตรอบนี้ต่างจากรอบอื่น ๆ เพราะอาจจะไม่ได้เป็นแบบความเป็นความตาย แต่เป็นความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น เดี๋ยวเกิดสงคราม เดี๋ยวสงครามหยุด แต่ที่ประจักษ์ก็คือ ราคาน้ำมันสูงขึ้นมากกว่าแต่เดิม ทำให้คนเกิดวิกฤตปากท้อง ราคาสินค้าขึ้น คนค้าขายต้นทุนขึ้น คนซื้อก็ซื้อของแพงขึ้น ธุรกิจก็อยู่ไม่ได้ ประชาชนก็ลำบาก

“มันเป็นความไม่ต่อเนื่อง ความไม่แน่นอน เดี๋ยวเกิด เดี๋ยวหยุด ก็เป็นวิกฤตอีกแบบหนึ่ง ซึ่งรูปแบบไม่เหมือนเดิมแล้ว ราคาน้ำมันก็ยังคงสูงอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ รัฐบาลเลยต้องมีแนวทางขึ้นมา”

การที่ต้องกำหนดวงเงินกู้ที่ 4 แสนล้านบาท เนื่องจากมีการพิจารณาตาม Scenario โดยที่มีข่าวว่า 5 แสนล้านบาท ก็ดูไว้ ดูทุก Scenario แล้วก็จับมาเทสต์ ว่าวงเงินควรจะเป็นเท่าไหร่ ทั้งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และ สบน. ก็มาดูร่วมกันว่าวงเงินไหนที่เหมาะสม ซึ่งประมาณการก็ออกมาว่าวงเงินที่เหมาะสมก็เป็น 4 แสนล้านบาท ซึ่งสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีก็จะยังไม่เกินเพดาน

บริหารจัดการเงินกู้ไม่กระทบตลาด

ทั้งนี้ วงเงินกู้ 4 แสนล้านบาท จะแบ่งเป็นแผน 1 กับแผน 2 แต่ไม่ได้แบ่งตายตัวว่า ต้องเป็น 2 แสนแรกที่ใช้ช่วยเหลือคนที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งก้อนแรกที่ใช้เยียวยาไปตอนนี้ก็ประมาณ 1.75 แสนล้านบาท ที่เหลือก็อาจจะเป็นแผน Transition (ลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน) หรืออาจจะมีเรื่องอื่นเข้ามาอีกก็ได้ การจะใช้ช่วยเหลือประชาชนตอนนี้ก็ยังเปิดอยู่

“มันก็ต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วย เรื่องพลังงาน เพราะประเทศไทยใช้พลังงานจากน้ำมันสูงมาก เป็นอันดับ 2 ของเอเชีย เลยต้องมาดูที่ต้นเหตุว่าจะแก้ปัญหาตรงนี้จากวิกฤตพลังงานอย่างไร ก็คือพยายามให้ใช้พลังงานโซลาร์ หรือพลังงานทางเลือกอื่น จึงมีแผน 2 ขึ้นมา”

“ผู้อำนวยการ สบน.” กล่าวว่า ในแง่การบริหารจัดการเงินกู้นั้น ในปีงบประมาณ 2569 นี้ มีการตั้งงบฯ ขาดดุล 8.6 แสนล้านบาท กู้ใหม่บวกกับรีไฟแนนซ์อีกราว 2.3 ล้านล้านบาท เป็นการกู้ใหม่ 1.2 ล้านล้านบาท ที่เหลือรีไฟแนนซ์ โดย สบน.ได้วางแผนการกู้ไว้แล้วว่าจะออกเครื่องมืออะไร เป็นพันธบัตรอายุเท่าไหร่บ้าง กู้ Short Term อย่างไร

“พอกู้เงิน 4 แสนล้านเพิ่มเข้ามาอีก เราก็บอกตลาดไปเรียบร้อยแล้ว ทำ Market Dialogue ก็บอกไปแล้วทั้งตลาดการเงิน ธนาคาร สถาบันการเงิน ประกันภัย กองทุน เราก็คุยกันหมดแล้ว ว่าเรามีแผนจะกู้เพิ่มเท่านี้นะ เครื่องมือจะเป็นอย่างไร เขาก็รับทราบ”

หนี้พีกสุดไม่ทะลุเพดาน

ในแง่ต้นทุนการออกพันธบัตรนั้น “จินดารัตน์” กล่าวว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ของไทยมีการรับรู้เรื่องการออก พ.ร.ก.กู้เงินไปแล้ว ซึ่งตอนนี้ไม่ได้มีผลกระทบเท่าไหร่ ส่วน Yield Curve ของสหรัฐที่สูงขึ้น ซึ่งยีลด์ของไทยก็จะปรับตามสหรัฐ แต่ตามในอัตราเร่งน้อยกว่า มันก็มีแนวโน้มสูงขึ้น

“การบริหารหนี้ของเราเป็น Long Term เยอะ คือ 97.7% เป็น Long Term ดังนั้นก็ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจาก Yield Curve ที่ปรับสูงขึ้นตอนนี้ ซึ่งตอนนี้เราก็กู้ระยะสั้น โดย สศค.เขาก็ประมาณการมาให้ว่าจะต้องใช้เงินเดือนละเท่าไหร่ เราก็ออกตั๋ว P/N มารองรับ เดือนละ 3.58 หมื่นล้านบาท รองรับไป 4 เดือน แล้วก็มี Term Loan มาเสริมอีก ที่ต้องใช้เครื่องมือเป็น P/N เพราะเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน ก็จะได้เงินมาทันที ส่วน Term Loan ก็จะเบิกใช้เมื่อมีความต้องการใช้เงิน ดอกเบี้ยก็ถูก ประมาณ 1.2% เท่านั้นเอง”

ทั้งนี้ ปัจจุบันหนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ 13 ล้านล้านบาท สัดส่วนประมาณ 66% ของจีดีพี เป็นหนี้ต่างประเทศน้อยมากแค่ 0.74% ที่เหลือเป็นในประเทศ 94.26% แล้วก็หนี้ระยะยาว 86% โดยตามแผนคาดว่าหนี้สาธารณะสิ้นเดือน ก.ย. 2569 จะอยู่ที่ 68% ของจีดีพี และคาดว่าจะไปสูงสุดประมาณปี 2571 แถวกว่า 69% จากนั้นก็จะทยอยลดลง จากจีดีพีที่ประมาณการว่าจะเติบโตขึ้น ส่วนหนึ่งก็มาจากการใช้จ่ายเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินด้วย

ดันรัฐวิสาหกิจปรับแผนก่อหนี้

“ผู้อำนวยการ สบน.” กล่าวว่า ในส่วนของแผนลดหนี้ในอนาคต คือ ต้องมีการตั้งงบประมาณมาชำระคืนเงินต้น 4% ทุกปี จากเมื่อก่อนที่จะได้รับการจัดสรรไม่ค่อยถึง ซึ่ง สบน.ก็ไปผลักดัน อย่างในปี 2570 ก็ได้ 4% และไม่ใช่ว่าชำระหนี้มากขึ้นเพื่อขาดดุลเพิ่มขึ้น เพราะแนวโน้มก็พยายามลดขาดดุลอยู่ เพื่อไม่ให้เกิน 3% ของจีดีพี ตามหลักการ OECD ซึ่งแผนการคลังระยะปานกลาง 5 ปี ก็พยายามลดให้ได้

“เราก็ตระหนักดีว่าเงินกู้มันเยอะ โดยฝ่ายนโยบายก็มีแผนจะลดการก่อหนี้ของรัฐวิสาหกิจด้วย ด้วยการให้รัฐวิสาหกิจไปใช้เงินจากแหล่งอื่น เช่น ทำ Infrastructure Fund, PPP หรือรายได้ ซึ่งตอนนี้เวลารัฐวิสาหกิจเสนอโครงการจะเข้า ครม. มาขอใช้เงินกู้ เราก็บอกเขาไปล่วงหน้าแล้วว่า เราจะให้เงินกู้ลดลงแล้ว คุณไปหาช่องทางอื่นมา” ผู้อำนวยการ สบน.กล่าว

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚