วิจัยกสิกรฯ คาดเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังทยอยฟื้นตัว จับตาความไม่แน่นอนจากสงคราม

วิจัยกสิกรฯ คาดเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังทยอยฟื้นตัว จับตาความไม่แน่นอนจากสงคราม
ภาพประกอบข่าว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี’69 ทยอยฟื้นตัวจากมาตรการรัฐและราคาพลังงานที่ลดลง แต่ยังมีความเสี่ยงสูงจากความไม่แน่นอนสงครามสหรัฐ-อิหร่าน คาดทั้งปีเศรษฐกิจขยายตัว 2% เงินเฟ้อสูงช่วงครึ่งปีหลัง เฉลี่ยทั้งปี 3.1%

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (K-Research) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะคงประมาณการจีดีพีปี 2569 ไว้ที่ 2.0% โดยมองว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2 มาแล้ว และจะทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ซึ่งได้แรงหนุนจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ของภาครัฐ ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยยังคงมีความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลัง

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 นี้จะยังคงได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานโลกที่สูงอยู่ แม้ราคาจะเริ่มลดลงอยู่ที่ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่คาดว่าจะไม่ลดลงมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนสงคราม แม้จะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงของสหรัฐและอิหร่าน และการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

แต่ผลกระทบจากราคาพลังงานจะยังคงอยู่ และจะทยอยเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังนี้ รวมไปถึงภาวะแล้งที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี โดยคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะเร่งตัวสูงสุดในไตรมาส 3-4 โดยค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทั้งปีจะอยู่ที่ 3.1%

ส่วนการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวสูงตลอดทั้งปี แต่การเติบโตเกิดจากการนำเข้าอุปกรณ์และเครื่องจักร ซึ่งส่งผลต่อจีดีพีไม่มากนัก ด้านการส่งออกขยายตัวได้ดีตั้งแต่ปลายปี 2568 เนื่องจากเร่งขยายการส่งออกจากปัญหาภาษีสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม การนำเข้าก็ขยายตัวขึ้นด้วย โดยเฉพาะในเดือนเมษายน การนำเข้ามีมูลค่าสูงกว่าการส่งออก ส่งผลให้มีการขาดดุลการค้า รวมทั้งเกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ทั้งนี้ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพียงเดือนเดียวเป็นเรื่องระยะสั้นและยังไม่มีความน่ากังวลนัก เชื่อว่าเมื่อน้ำมันราคาลดลง สิ่งที่น่าจับตาคือการส่งออกของไทยจะเร่งขยายตัวได้มากพอที่จะทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเป็นบวกได้หรือไม่

“ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ไว้ที่ 2% เนื่องจากข้อตกลงของสหรัฐและอิหร่านยังคงมีความไม่แน่นอนรออยู่ข้างหน้า เป็นข่าวดีที่สถานการณ์ไม่ยกระดับขึ้น และราคาน้ำมันไม่ได้พุ่งไปมากกว่านี้ แต่ก็ต้องรอดูผลการเจรจาในช่วง 60 วันด้วย ขณะที่ระหว่างทางก็อาจมีประเด็นความไม่แน่นอนเข้ามาด้วย” นางสาวณัฐพรกล่าว

ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจต่ำสุดในรอบ 5 ปี

นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ในส่วนของภาคธุรกิจความเชื่อมั่นยังไม่ดีและต่ำสุดในรอบ 5 ปี โดยดัชนีวัดความเชื่อมั่น 4 รายการ จาก 6 รายการสำคัญอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 ทั้งนี้ยังมีความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยราคาพลังงานที่สูงขึ้น กดดันให้ต้นทุนวัตถุดิบของผู้ประกอบการสูงขึ้น ทำให้ยอดขายลดลดง แม้ว่าโครงการไทยช่วยไทยจะช่วยกระตุ้นได้ แต่ก็เป็นเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้น

ขณะที่การลงทุนด้านเอไอและเทคโนโลยีจะช่วยเรื่องการผลิต ซึ่งต้องติดตามการใช้เงินกู้จากพระราชกำหนดกู้เงิน 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้นเชื่อว่าจะช่วยอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์และรถยนต์ไฟฟ้า และไม่กระจายไปอุตสาหกรรมอื่น

ในขณะที่ภาคบริการ นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงมากในเดือนมีนาคม-เมษายนที่ผ่านมา และปรับตัวดีขึ้นในพฤษภาคม แต่ในเดือนมิถุนายน หดตัวลงถึง 2 หลัก (double digit) แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของภาคการท่องเที่ยว สอดคล้องกับอุตสาหกรรมโรงแรมที่มีแนวโน้มไม่ดีขึ้น รวมทั้งสายการบินยังมีเที่ยวบินลดลง

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวจะยังลดลงในไตรมาส 3 แม้ในไตรมาส 4 จะมีกิจกรรมที่สำคัญ เช่น การประชุมประจำปีของ IMF-World bank และเทศกาลดนตรี Tomorrowland ซึ่งจะทำให้ภาคการท่องเที่ยวไม่ดีเท่าปีที่แล้ว ที่มีนักท่องเที่ยวกว่า 33 ล้านคน ในขณะที่ปีนี้คาดว่าจะมีเพียง 30 ล้านคน ซึ่งแบ่งเป็นครึ่งปีแรก 16 ล้านคน และครึ่งปีหลัง 14 ล้านคน โดยตัวเลขนี้แสดงให้เห็นชัดว่าการท่องเที่ยวไม่ดีนัก แม้มีการประมาณการว่านักเที่ยวจีนจะมีเพิ่มขึ้น 30% แต่ก็ไม่สามารถชดเชยนักท่องเที่ยวภาพรวมที่ลดลงได้

ภาคการเงินคาดคงดอกเบี้ย 1.0% ทั้งปี-เงินบาทอ่อนค่า

นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ในส่วนของภาคการเงิน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงดอกเบี้ยนโยบาย 1.0% ไปจนถึงสิ้นปี แม้แนวโน้มเงินเฟ้อจะสูง แต่ก็มาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจและราคาพลังงานซึ่งเป็นปัจจัยชั่วคราว ขณะที่ทิศทางค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า และยังมีความเปราะบาง จากการขยายตัวจีดีพีที่ต่ำและโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่แข็งแรง โดยคาดการณ์ว่าค่าเงินบาทปลายปีจะอยู่ที่ 32.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ด้านการขยายตัวของสินเชื่อของสถาบันการเงินยังขยายตัวต่ำ สินเชื่อการลงทุนของรายใหญ่ยังไม่มีความชัดเจน การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ผ่านมา เป็นการปล่อยสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องและรีไฟแนนซ์ ยังไม่ได้เป็นการกู้ใหม่เพื่อลงทุนจริง ๆ

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในอนาคตจะต้องจับตาเรื่องเอไอและภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งประเมินว่าคนจะมีความต้องการใช้เอไอจำนวนมาก และปัจจุบันยังมีการลงทุนไม่เพียงพอ หลายบริษัทมีโครงการการทำเรื่องเอไอขนานใหญ่

ซึ่งต้องระดมทุนมหาศาล เกิดภาวะการแย่งเงินทุนและทรัพยากรกันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในหลายประเทศ ทำให้อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้น ทั้งนี้ ในประเทศไทยเองก็เป็นในลักษณะเดียวกันที่เงินเฟ้อสูงขึ้น แต่เศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอ ส่งผลให้ กนง.ยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย และก็ยังไม่สามารถลดดอกเบี้ยลงได้ในเร็ว ๆ นี้เช่นกัน

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚