GRAND ขาย ‘เวสทิน สุขุมวิท’ ให้ RABBIT มูลค่า 494.6 ล้าน หลังขาดสภาพคล่อง-เร่งหาเงินจ่ายหนี้
GRAND ชงผู้ถือหุ้นขายทรัพย์สินโรงแรมเดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท ให้ RABBIT มูลค่าสูงสุด 494.6 ล้านบาท หลังขาดสภาพคล่อง ค้างค่าเช่าที่ดิน-มีข้อพิพาท เตรียมนำเงินชำระหนี้และเสริมทุนหมุนเวียน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAND แจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติให้นำเสนอต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น เพื่อพิจารณาอนุมัติการจำหน่ายทรัพย์สินที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจโรงแรม เดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท (The Westin Grande Sukhumvit) ให้แก่บริษัท แรบบิท โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ RABBIT และ/หรือบริษัทที่ RABBIT มอบหมาย ในราคาขายรวมสูงสุดไม่เกิน 494.60 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAND แจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติให้นำเสนอต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น เพื่อพิจารณาอนุมัติการจำหน่ายทรัพย์สินที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจโรงแรม เดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท (The Westin Grande Sukhumvit) ให้แก่บริษัท แรบบิท โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ RABBIT และ/หรือบริษัทที่ RABBIT มอบหมาย ในราคาขายรวมสูงสุดไม่เกิน 494.60 ล้านบาท
ทรัพย์สินที่จะขายครอบคลุมทรัพย์สินที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจโรงแรม รวมถึงธุรกิจให้เช่าพื้นที่ ร้านค้าปลีก กิจกรรมเสริม ตลอดจนใบอนุญาตต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยโรงแรมตั้งอยู่เลขที่ 259 ซอยสุขุมวิท 19 ถนนสุขุมวิท เขตวัฒนา กรุงเทพฯ บนที่ดินรวมประมาณ 5 ไร่ 15 ตารางวา ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลภายนอก
การทำรายการดังกล่าวเข้าข่ายเป็น รายการที่เกี่ยวโยงกัน เนื่องจาก RABBIT อยู่ในกลุ่มบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ GRAND โดย BTS ถือหุ้น GRAND จำนวน 1,700 ล้านหุ้น หรือ 18.20% ขณะที่ BTS ถือหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิใน RABBIT รวม 68.03%
โดยขนาดรายการที่เกี่ยวโยงกันมีมูลค่าสูงสุด 494.60 ล้านบาท หรือคิดเป็น 124.12% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของ GRAND ส่งผลให้บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ และขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น โดยต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง ไม่นับผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสีย
สำหรับเหตุผลสำคัญในการขายทรัพย์สินครั้งนี้จากที่บริษัทประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง จนกระทบต่อการชำระค่าเช่าและค่าตอบแทนการเช่าที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรม ประกอบกับยังมีข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินอีกส่วนหนึ่ง ส่งผลโดยตรงต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจโรงแรม
ขณะที่ผลประกอบการเฉพาะกิจการของ GRAND ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาอยู่ในภาวะขาดทุน โดยปี 2566 ขาดทุน 697.84 ล้านบาท ปี 2567 ขาดทุน 729.56 ล้านบาท และปี 2568 ขาดทุนเพิ่มเป็น 1,576.51 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 1/2569 ขาดทุนอีก 177.28 ล้านบาท และมีกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานติดลบ 28.69 ล้านบาท
ณ วันที่ 31 มี.ค. 2569 GRAND ยังมีภาระหนี้หุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระและขอเลื่อนการชำระออกไปประมาณ 593 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินต้น 540 ล้านบาท และดอกเบี้ย 53 ล้านบาท รวมถึงมีหนี้ที่ยังไม่ครบกำหนดชำระอีกประมาณ 8,569 ล้านบาท ทำให้บริษัทจำเป็นต้องเร่งจัดหากระแสเงินสดเพื่อเสริมสภาพคล่อง ชำระหนี้เงินกู้ หุ้นกู้ เจ้าหนี้อื่น และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน
ปัญหาสำคัญอีกด้านคือ GRAND ค้างชำระค่าเช่าและค่าตอบแทนการเช่าที่ดินมาตั้งแต่ปี 2568 ส่งผลให้เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินกลุ่มที่ถือสัดส่วนรวม 75% ส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่า โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย. 2569
ตามเงื่อนไขสัญญา หากการบอกเลิกมีผล GRAND ต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่ รวมถึงรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้าง และส่งมอบที่ดินคืน ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจโรงแรมเวสทิน รวมถึงพื้นที่ให้เช่าแก่ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สุขุมวิท อาจต้องยุติลง หากไม่สามารถเจรจาประนีประนอมกับเจ้าของที่ดินได้
ขณะเดียวกัน GRAND ยังมีข้อพิพาทกับเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินอีกกลุ่มซึ่งถือสัดส่วน 25% โดยศาลชั้นต้นเคยมีคำพิพากษาให้บริษัทและบริวารออกจากพื้นที่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการอุทธรณ์ นอกจากนี้ บริษัทยังเคยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินส่วนดังกล่าวมูลค่า 1,200 ล้านบาท แต่ไม่สามารถชำระเงินตามกำหนด ส่งผลให้สัญญาสิ้นสุดและถูกริบเงินมัดจำ 150 ล้านบาท
ส่วนเงินสุทธิที่ได้รับจากการทำรายการจะนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการ ชำระหนี้คงค้าง และ/หรือใช้เป็นกระแสเงินสดหมุนเวียนภายในกิจการ โดยจะพิจารณาการจัดสรรตามความเหมาะสมและสถานการณ์ในขณะนั้น
สำหรับมูลค่าซื้อขายสูงสุด 494.60 ล้านบาท ไม่ได้พิจารณาเฉพาะมูลค่าทรัพย์สินที่จะขาย แต่รวมถึงภาระและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำรายการด้วย ขณะที่ทรัพย์สินที่จะขายมีมูลค่าตามบัญชี 32.47 ล้านบาท และมีราคาประเมินเฉพาะสังหาริมทรัพย์ประมาณ 34.11 ล้านบาท โดยบริษัทอยู่ระหว่างจัดทำราคาประเมินเพื่อวัตถุประสงค์สาธารณะเพิ่มเติมสำหรับประกอบการพิจารณาของผู้ถือหุ้น
อย่างไรก็ตาม การขายยังไม่ถือว่าเสร็จสิ้น โดย GRAND ต้องเคลียร์ข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินให้เรียบร้อย ขณะที่ RABBIT ต้องสามารถทำสัญญาเช่าที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งโรงแรมกับเจ้าของที่ดินได้เป็นเวลา 30 ปี รวมถึงต้องตรวจสอบทรัพย์สินและประเด็นทางกฎหมายต่าง ๆ จนเป็นที่พอใจก่อน จึงจะดำเนินการซื้อขายได้
ทั้งนี้ GRAND กำหนดจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2569 ในวันที่ 10 พ.ย. 2569 เวลา 10.00 น. ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อพิจารณาอนุมัติรายการดังกล่าว โดยกำหนด Record Date วันที่ 9 ต.ค. 2569 และหากได้รับอนุมัติพร้อมดำเนินการตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องครบถ้วน บริษัทคาดว่าจะทำรายการให้แล้วเสร็จภายในปี 2569

