สรรพสามิต แจงปรับภาษีรถยนต์อยู่ระหว่างถกคลัง ยันให้ความสำคัญ Local Content
สรรพสามิต แจงปรับภาษีรถยนต์อยู่ระหว่างถกคลัง ยันให้ความสำคัญ Local Content พร้อมดัน 3 เรื่องพาอุตสาหกรรมรถอีวีไทยสู่ Export Hub หวังเป็น Detroit of Asia ด้านรถอีวี
นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างหารือรายละเอียดหลักการ เพื่อดำเนินการเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (EV Board) และเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป โดยขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการเรื่องรายละเอียดอยู่
ทั้งนี้ นายพรชัยกล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและปลัดกระทรวงการคลังได้ให้หลักการ 3 หลัก เพื่อดำเนินการเรื่องรถอีวีต่อไป ได้แก่
1.ไม่เป็น Import Friendly กล่าวคือ ไม่นำเข้ารถไฟฟ้าอย่างเดียว แต่ต้องสร้างบรรยากาศให้เกิดการดึงดูดการลงทุนจากการนำเข้า และจะไม่ใช้การนำเข้าอย่างไม่เกิดประโยชน์ ต้องนำเข้าเพื่อดึงดูดให้เกิดบรรยากาศการลงทุน ซึ่งไทยมีไลน์การผลิตแล้ว มีผู้ผลิตเป็น มีแรงงานการผลิตแล้ว “เราเคยเป็นจุดศูนย์กลาง เป็น Detroit of Asia ทำไมจะเป็น Detroit of Asia ของรถอีวีอีกไม่ได้”
2.ขยายสเกลการผลิตยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศให้สูงขึ้น เพื่อให้ไทยเป็น Export Hub เป็นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และให้เกิดการลงทุนในประเทศด้วย เพื่อเป็น Export Hub ส่งไปต่างประเทศ
3.ใช้ Local Content ที่มี Value Added มากขึ้น สายการผลิตของผู้ที่เกี่ยวข้องใน Value Chain จะไม่ทำแค่เย็บเบาะหนัก ยางหุ้ม คันจับเฉย ๆ ต้องทำ Value Chain และ Import Part ที่เป็นชิ้นส่วนในไทยให้มากขึ้น เหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากนักลงทุนต่างประเทศ เพราะอย่างน้อยเคยลงทุนกับเราแล้ว ต้องช่วยดันให้เราเป็นมือไม้ผลิตสินค้าโดยใช้วัตถุดิบในประเทศที่มี Value Added มากขึ้น
“การมองแค่ลดหรือเพิ่มภาษี เป็นการมองแค่ Snapshot แต่อยากให้มองว่าเรื่องนี้อยู่ใน Pipeline ของกระทรวงการคลังที่คิดมานานตั้งแต่ตอนทำ EV3.0 แล้ว เพียงแต่เป็นช่วงจังหวะพอดีที่จะต้องปรับก้าวเข้าสู่การเป็น Export Hub การใช้ Local Content ที่มี Value Added มากกว่าขันน็อตตัวเดียว และรายละเอียดต่าง ๆ กระทรวงการคลังจะเสนอต่ออีวีบอร์ด และ ครม.ต่อไป” นายพรชัยกล่าว
นายพรชัยกล่าวว่า ช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยผลิตรถยนต์สันดาป (ICE) เป็นหลัก และได้ชื่อว่าเป็น Detroit of Asia ในการส่งออกรถยนต์สันดาปไปยังประเทศอื่น ทว่าตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา กระแสโลกเริ่มเกิดพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าหรือรถอีวีมากขึ้น
โดยได้ออกมาตรการเพื่อส่งเสริมการผลิตและใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ มาตรการ EV3.0 และ EV3.5 โดยมีวัตถุประสงค์ให้ผู้บริโภครู้จักและใช้เป็น ผ่านการนำเข้ารถอีวีเข้ามาในช่วงแรก แต่การนำเข้าในลักษณะนี้อาจทำให้เกิดการขาดดุลการค้า และท้ายที่สุดไทยจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย
ทั้งนี้ ช่วงปี 2565-2569 พบว่ามีโรงงานที่เข้าร่วมมาตรการ EV3.0 และ EV3.5 ประมาณ 9-10 โรงงาน เช่น BYD, MG และ GWM ซึ่งตั้งโรงงานการผลิตในไทย และมีการจ้างงานในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตรถอีวี 2.5 หมื่นคน อีกทั้งเมื่ออ้างอิงจากจำนวนการผลิตรถอีวีในประเทศ 1.7 แสนคัน จึงทำให้เชื่อว่า 1.7 แสนคนนั้นใช้รถไฟฟ้าเป็น ขณะที่ตอนนี้มีการลงทุนในอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าราว 1.4 แสนล้านบาท
“ผมไม่ปฏิเสธว่าควรลดการนำเข้ารถไฟฟ้า เพราะเทคโนโลยีส่วนหนึ่งเริ่มอิ่มตัวและเราสามารถผลิตได้” นายพรชัยกล่าว
อย่างไรก็ตาม กรมสรรพสามิตมีเป้าหมายรายได้ที่ต้องจัดเก็บในปีงบประมาณ 2570 อยู่ที่ราว 6.1 แสนล้าน และกำลังจะมอบหมายเป้าหมายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ภายในสัปดาห์หน้า โดยพบว่าในปีนี้ ผลการจัดเก็บรายได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี เพิ่มการใช้เครื่องมือทางภาษี เช่น Tax Map แผนที่ภาษีมากขึ้น มีการประกาศราคาขายปลีกแนะนำที่เหมาะสมมากขึ้น
“ตัวเลขในปีนี้ใกล้เคียงเป้ามาก จากความสามารถของกรมเป็นตัวตั้ง บวกกับมาตรการภาษีที่ได้เสนอไปที่กระทรวง และขณะนี้กระทรวงอยู่ระหว่างรวบรวมทำแผนแนวทางการปฏิรูปภาษีภาพรวมทีเดียว เพื่อเสนอทางรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง”
ขณะที่ภาษีการบริโภคและภาษีมลภาวะ ซึ่งรวมถึงภาษีแบตเตอรีด้วยนั้น เป็นหน้าที่ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นผู้ดีแล

