เศรษฐกิจไทยเสี่ยงสูง ธปท.ชั่งน้ำหนักปรับดอกเบี้ย

เศรษฐกิจไทยเสี่ยงสูง ธปท.ชั่งน้ำหนักปรับดอกเบี้ย
ภาพประกอบข่าว

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็น “เอกฉันท์” ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ต่อปี

โดย “ดร.ดอน นาครทรรพ” เลขานุการ กนง. กล่าวว่า คณะกรรมการฯเห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด มีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ แต่ต้องติดตามพัฒนาการสงครามและมาตรการกีดกันทางการค้า รวมทั้งความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป

“การลดอัตราดอกเบี้ยในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ อาจได้ไม่คุ้มเสีย ส่วนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในภาวะเศรษฐกิจเปราะบางนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง”

“ดร.ดอน” กล่าวว่า คณะกรรมการฯ มีการคุยกันพอสมควร ซึ่งในอดีตเคยมีการลดดอกเบี้ยไปถึง 0.5% ในช่วงโควิด แต่ภายใต้บริบทเศรษฐกิจตอนนี้ ไม่มีความจำเป็น และการลดดอกเบี้ยในเศรษฐกิจเช่นนี้อาจได้ไม่คุ้มเสีย เพราะการส่งผ่านมีข้อจำกัด ขณะที่การขึ้นดอกเบี้ยก็มีการอภิปรายกันว่า ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางนี้ การขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง

โดย “Krungthai COMPASS” คาดว่า กนง.มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี ท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง ทั้งนี้ มีความเสี่ยงที่จะต้องติดตาม ได้แก่ 1) เงินเฟ้อพื้นฐานที่เร่งตัวสูงขึ้น อาจทำให้เงินเฟ้อค้างอยู่นานกว่าที่ประเมินไว้ 2) ความเสี่ยงจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลงบประมาณมากขึ้น นำไปสู่การขาดดุลแฝด (Twin Deficit) ซึ่งจะกดดันค่าเงินบาทอ่อนค่าและต้นทุนนำเข้ามากขึ้น

ขณะที่ “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” มองว่า กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดปี 2569 เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่ลดลงและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบางท่ามกลางความเสี่ยงจากมาตรการการค้าสหรัฐและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

ฟาก “SCB EIC” มองว่า กนง. มีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ไปจนถึงปี 2570 เนื่องจากคาดว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะยังเติบโตต่ำแค่ 2.1% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยลดลง หลังแรงกดดันด้านอุปทานทยอยหมดลง นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพียงพอควบคู่กับมาตรการทางการเงิน จึงเหมาะสมในการประคองเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความเปราะบางอยู่ในหลายภาคส่วน

“วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์ “บลูมเบิร์ก (Bloomberg)” ปฏิเสธความคาดหวังของตลาดเกี่ยวกับการคงอัตราดอกเบี้ยไว้เป็นเวลานาน โดยกล่าวว่า กนง. ไม่ได้มุ่งมั่นที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม และการตัดสินใจดอกเบี้ยนโยบายครั้งต่อไป อาจเป็นไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งก็ได้

ทั้งนี้ การคงดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำเป็นเวลานานมีความเสี่ยง และผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องรักษาความยืดหยุ่นไว้ หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง โดยอาจพิจารณาขึ้นดอกเบี้ย หากอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ หรือหากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ในทางกลับกัน หากเกิดเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหม่ ก็อาจเป็นเหตุผลที่ควรลดดอกเบี้ยลงได้

“อาจเป็นไปได้ทั้งสองทาง เราจะตัดสินใจอย่างดีที่สุด โดยพิจารณาจากข้อมูลในขณะนั้นและแนวโน้มเศรษฐกิจ”

“ดร.อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ชี้ว่า กนง. รอบนี้มีมุมมองการเติบโตที่เปลี่ยนไป จากรอบก่อนที่มองว่าเศรษฐกิจขยายตัวได้ดีกว่าคาด แต่ครั้งนี้ชัดเจนขึ้นว่า แม้การส่งออกและการลงทุนจะเร่งตัวขึ้นตามวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI แต่ต้องพึ่งพาปัจจัยนำเข้าสูงและสร้างผลกระเพื่อม สู่เศรษฐกิจภายในประเทศค่อนข้างจำกัด ประกอบกับ “การบริโภคภาคเอกชน” กลับโตช้ากว่าคาด

ขณะเดียวกันมีความเสี่ยงรอบด้าน ที่เพิ่มความกังวล โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้า ที่เข้ามาเป็นความเสี่ยงใหม่ นอกเหนือจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อถูกปรับลดลงตามทิศทางราคาพลังงานโลก

“บอกเลยว่า ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยมีสูงมาก คือโตต่ำและไม่ทั่วถึง การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัย ‘นโยบายเฉพาะจุด’ เป็นหลักในการเยียวยาแต่ละภาคส่วน แต่หากมองไปข้างหน้า ถ้าเงินเฟ้อปรับตัวลดลงต่ำลงไปอีก เช่น กรณีที่สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางคลี่คลายและจบลงได้จริง ๆ ผมเชื่อว่า กนง. มีโอกาสที่จะกลับมา ลดดอกเบี้ย ได้อีกครั้ง แต่อาจจะยังไม่ใช่ภายในปีนี้ คงต้องลุ้นจังหวะกันต่อในปีหน้า”

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚