โมเดล 3Cs : กลไกขจัดภัยหลอกลงทุนยุคดิจิทัล
คอลัมน์ : เล่าให้รู้กับ ก.ล.ต. ผู้เขียน : อาชินี ปัทมะสุคนธ์ สำนักงาน ก.ล.ต.
“ผลตอบแทนสูง ได้กำไรเร็ว”
ประโยคสั้น ๆ ที่ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์ทุกวันผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเสียหายหลักแสนหรือหลักล้านโดยที่หลายคนไม่ทันรู้ตัว
บทความนี้อยากชวนทุกคนตระหนักถึง “ภัยหลอกลงทุน” เพราะทุกวันนี้การลงทุนกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้เปิดบัญชี ซื้อขาย และเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกเพียงปลายนิ้ว แต่ในอีกด้านก็กลายเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงผู้ลงทุนเช่นกันค่ะ ทั้งการแอบอ้างเป็นผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุนชื่อดัง บริษัทหลักทรัพย์ หรือหน่วยงานกำกับดูแล รวมถึงการใช้ AI สร้างข้อความหรือวิดีโอเลียนแบบบุคคลจริง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและเร่งให้เหยื่อตัดสินใจลงทุนอย่างรวดเร็ว ซึ่งบางครั้งความเสียหายอาจเริ่มต้นจาก “การคลิก” เพียงไม่กี่วินาทีค่ะ
ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติในเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า ภัยหลอกลงทุนสร้างความเสียหายกว่า 600 ล้านบาท และเป็นความเสียหายอันดับ 1 ของคดีออนไลน์ทั้งหมด
สะท้อนให้เห็นว่า “ภัยการเงินออนไลน์” กลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของคนไทยในยุคดิจิทัล “การรู้เท่าทัน” จึงกลายเป็นภูมิคุ้มกันสำคัญของผู้ลงทุนไทยในยุคดิจิทัลค่ะ เพราะในโลกที่ข้อมูลข่าวสารไหลเร็ว การมีข้อมูลเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ผู้ลงทุนจำเป็นต้องมีทักษะในการตรวจสอบ คัดกรอง และตั้งข้อสังเกตกับข้อมูลที่ได้รับด้วย
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จึงเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันภัยหลอกลงทุนอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการเชิงรุกภายใต้แนวคิด 3Cs ได้แก่ Consultation Communication และ Collaboration เพื่อสร้างกลไกรับมือภัยหลอกลงทุนในโลกดิจิทัลอย่างเป็นระบบ
C แรก คือ Consultation หรือการให้คำปรึกษาผ่านสายด่วนแจ้งหลอกลงทุน ก.ล.ต. เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลและขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แนวทางดังกล่าวเริ่มสะท้อนผลลัพธ์เชิงบวกในพฤติกรรมของผู้ลงทุนไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น จากสถิติของสายด่วนแจ้งหลอกลงทุน ก.ล.ต. ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 มีจำนวนการรับแจ้งเบาะแสรวม 3,473 ครั้ง โดยเป็นการให้คำปรึกษาแก่ประชาชนผ่านสายด่วนแจ้งหลอกลงทุน ก.ล.ต. รวม 3,149 ครั้ง เพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า จากช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 จึงอยากฝากถึงประชาชน หากพบสิ่งผิดปกติ ไม่แน่ใจว่าเป็นการลงทุนจริงหรือหลอกลวง ขอให้ “ก่อนโอน ต้องเอ๊ะ! เช็กให้ชัวร์ ห่างไกลมิจฉาชีพ” หรือจะโทร.สอบถามผ่านสายด่วน 1207 กด 22 เพราะบางครั้งการโทร.สอบถามเพียงครั้งเดียวอาจช่วยป้องกันความเสียหายได้ค่ะ
C ที่สอง คือ Communication หรือการสื่อสารเตือนภัย ผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องสามารถเข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วและทั่วถึงมากขึ้น ที่ผ่านมา ก.ล.ต.เตือนภัยหลากหลายรูปแบบ เช่น คลิปวิดีโอ ภาพ Infographic เตือนภัย การเดินสายร่วมงานสัมมนากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ ตลอดจนสื่อสารผ่านเครื่องมือต่าง ๆ ที่ ก.ล.ต.พัฒนาขึ้น เช่น แอปพลิเคชั่น “SEC Check First” เพื่อให้คนไทยสามารถตรวจเช็กด้วยตัวเองได้ง่ายและสะดวก โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ในไตรมาสแรกของปี 2569 พบว่ามีผู้เข้าใช้งานแอปพลิเคชั่น “SEC Check First” และช่องทาง “Investor Alert” บนเว็บไซต์ ก.ล.ต. เพื่อตรวจสอบก่อนลงทุนรวมกว่า 150,000 ครั้ง (มากกว่า) สะท้อนถึงความตระหนักของผู้ลงทุนในการ “เช็กก่อนลงทุน” ที่เริ่มให้ความสำคัญกับการตรวจสอบว่าผู้ให้บริการได้รับอนุญาตหรือไม่ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอยู่ภายใต้การกำกับดูแลหรือเปล่า รวมถึงมีสัญญาณเตือนความเสี่ยงหรือไม่
C สุดท้าย คือ Collaboration หรือการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อปิดกั้นช่องทางมิจฉาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่าง ๆ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวง DE) และสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ หรือ สกมช. โดยไตรมาสแรกของปี 2569 ได้ปิดกั้นเนื้อหาหรือช่องทางหลอกลวงลงทุนไปแล้ว 279 ครั้ง รวมทั้งขยายความร่วมมือหน่วยงานพันธมิตร ปัจจุบันมีไม่น้อยกว่า 77 หน่วยงาน
ล่าสุดเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 ก.ล.ต.ขยายช่องทางการเผยแพร่ความรู้ด้านการลงทุนและภัยหลอกลงทุนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง LINE ประเทศไทย คลิกดูได้ที่นี่ “สำนักงาน ก.ล.ต.” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง เข้าใจง่าย และใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นอีกแนวทางสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้ลงทุนในยุคดิจิทัลค่ะ
การสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้ลงทุนไทยจึงไม่ใช่เพียงการเตือนภัยเมื่อเกิดปัญหา แต่คือการทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบ ตั้งข้อสังเกต และตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบได้ด้วยตนเอง และนั่นอาจเป็นหัวใจสำคัญของโมเดล 3Cs ในการรับมือมิจฉาชีพลงทุนยุคดิจิทัล

