ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึกกรุงศรี หนุน SMEs วัดคาร์บอน เข้าถึงเงินทุน
ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือธนาคารกรุงศรีอยุธยา หนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs บริหารจัดการข้อมูลคาร์บอนผ่านแพลตฟอร์ม SET Carbon เพิ่มความพร้อมรับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสากล ขยายโอกาสเข้าถึงเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน พร้อมยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันและสนับสนุนเป้าหมายประเทศเร่งสู่ Net Zero ปี 2050
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ข้อมูลคาร์บอนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะเมื่อกฎกติกาการค้าและเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมถูกนำมาใช้มากขึ้น ขณะเดียวกันสถาบันการเงินและผู้ลงทุนให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศในการจัดสรรเงินทุน
นายศรพลระบุว่า การมีข้อมูลคาร์บอนที่น่าเชื่อถือจะช่วยให้บริษัทนำไปใช้ทั้งการจัดการภายใน การสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และต่อยอดสู่การเข้าถึงเงินทุน โดยเฉพาะแหล่งเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) ซึ่งไม่ใช่เพียงการรายงาน แต่เป็นการยกระดับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างผลกระทบเชิงบวก
ความร่วมมือกับกรุงศรีในครั้งนี้มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน ให้เตรียมความพร้อมรับมือมาตรฐานและเงื่อนไขด้านสภาพภูมิอากาศ ผ่านการเข้าถึงเครื่องมือบริหารจัดการข้อมูลคาร์บอนอย่างเป็นระบบ ทั้งเพื่อการรายงานและการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ด้านการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ทดสอบระบบกับบริษัทจดทะเบียน 20 แห่งในช่วงเริ่มต้น เพื่อให้ปรับใช้ได้กับหลายอุตสาหกรรม และยกระดับสู่มาตรฐานสากลในระยะต่อไป โดยระบบสอดคล้องกับกรอบการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนและความเสี่ยงทางการเงินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงมาตรฐานรายงานที่จะมีผลบังคับใช้ในอนาคต
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดตัว SET Carbon อย่างเป็นทางการในปี 2568 ตั้งเป้าผู้ใช้งานเริ่มต้น 100 บริษัท แต่ผลตอบรับเกินคาด ปัจจุบันมีผู้ใช้งานแล้วกว่า 380 บัญชี เพิ่มขึ้นกว่า 30% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยประมาณ 85% เป็นบริษัทจดทะเบียน และอีก 15% เป็นองค์กรนอกตลาด ซึ่งมีความสำคัญต่อการคำนวณคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทาน
สำหรับความร่วมมือกับสถาบันการเงิน ล่าสุดตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้นำระบบไปประยุกต์ใช้กับลูกค้าของธนาคาร ทำให้ปัจจุบันมีพันธมิตรสถาบันการเงินร่วมขับเคลื่อนการใช้งานรวม 3 แห่ง และมีแนวโน้มขยายความร่วมมือเพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจไทย และสนับสนุนเป้าหมายประเทศในการเร่งเข้าสู่ Net Zero จากปี 2065 เป็นปี 2050
นางสาวดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจ SME ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงศรีอยุธยามุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินธุรกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยตระหนักว่ายังมีผู้ประกอบการจำนวนมากที่ต้องการองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน
ธนาคารจึงเดินหน้าดำเนินโครงการ Krungsri ESG Academy อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความรู้ด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน และสนับสนุนให้ SMEs สามารถจัดทำแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปีนี้ได้รับการสนับสนุนการใช้แพลตฟอร์ม SET Carbon จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถจัดเก็บและบริหารข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบ และสามารถนำข้อมูลไปทวนสอบและขึ้นทะเบียนตามมาตรฐานขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพิ่มความน่าเชื่อถือ และรองรับโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้านความยั่งยืนในอนาคต
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กรุงศรีได้ดำเนินโครงการหลากหลายเพื่อช่วยผ่อนคลายปัญหา เสริมความแข็งแกร่ง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้ลูกค้า SMEs ควบคู่กับการผลักดันการจัดการด้าน ESG โดยเฉพาะประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมส่งเสริมความโปร่งใสและจริยธรรมทางการเงิน เพื่อเสริมความเชื่อมั่นในระบบการเงินโดยรวม
โดยตั้งเป้าสนับสนุนเงินทุนผ่านโครงการ Social and Sustainable Finance (SSF) วงเงินรวม 250,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2565-2568 ซึ่งสามารถทำได้เกินเป้า โดยสิ้นปีที่ผ่านมาให้การสนับสนุนแล้วกว่า 255,600 ล้านบาท ส่งผลให้ธนาคารตั้งเป้าหมายใหม่เพิ่มเป็น 350,000 ล้านบาท ภายในปี 2030
จากผลสำรวจลูกค้า SMEs ราว 1,200 ราย พบว่า 68% ยังไม่รู้จัก ESG ขณะที่อีก 32% แม้รู้จักแต่ยังไม่พร้อมลงมือทำจริง เหลือเพียงประมาณ 9-10% ที่มีทั้งความเข้าใจและความพร้อม ปัญหาหลักของ SMEs คือการขาดการตระหนักรู้ ทรัพยากรบุคคล เงินทุน และองค์ความรู้ในการขับเคลื่อน ESG
ด้วยเหตุนี้ Krungsri ESG Academy จึงถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เสริมองค์ความรู้ให้ลูกค้าอย่างเป็นระบบ ผ่านหลักสูตรที่ครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ การดูงาน และการลงมือทำจริง โดยผู้เข้าอบรมต้องจัดทำ Transition Plan และมีการติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง จุดเด่นของโครงการคือการสร้าง Ecosystem และเครือข่ายธุรกิจ มีผู้เข้าร่วมรุ่นละไม่น้อยกว่า 60-70 บริษัท พร้อมได้รับการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายหน่วยงาน
ทั้งนี้ กรุงศรียังพร้อมสนับสนุนด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการที่ต้องการปรับปรุงกระบวนการผลิตและบริการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษคงที่ต่ำสุด 3.5% ในช่วง 2 ปีแรก เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุน เสริมสภาพคล่อง และผลักดันให้ SMEs ไทยเปลี่ยนจากแผนสู่การลงมือทำจริงอย่างยั่งยืนในระยะยาว
นางสาวดวงกมลกล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ส่งสัญญาณเชิงบวกอย่างชัดเจนต่อผู้ประกอบการ SMEs โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งการกลับมาของนักท่องเที่ยวส่งผลต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจนี้ยังมาพร้อมแนวโน้ม Green Growth หรือการเติบโตควบคู่ความยั่งยืน
โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มให้ความสำคัญกับ Green Tourism รวมถึงการลงทุนในโครงการพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันภาคการผลิต เริ่มมีการตื่นตัวและปรับตัวด้าน ESG มากขึ้น จากการกำกับดูแลด้านมาตรฐานและกฎเกณฑ์ใหม่ ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

