ธปท. ชี้ศักยภาพเศรษฐกิจปีนี้ควรโต 2.7% ตรึงดอกเบี้ย 1% ต้องระวังเสถียรภาพ
ธปท. ชี้ศักยภาพเศรษฐกิจปีนี้ควรโต 2.7% ชี้อาจได้แรงหนุนจาก กรอ. ตรึงดอกเบี้ย 1% ต้องระวังเสถียรภาพ ย้ำเงินเฟ้อสูงชั่วคราว
นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายนโยบายการเงิน เปิดเผยว่า จากการที่ ธปท.ปรับประมาณการเศรษฐกิจรายปี (GDP) ปี 2569 ขึ้นเป็น 2.3% นั้น เป็นการปรับขึ้นที่สูงที่สุดในตลาด ณ ขณะนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 2.3% นี้ ไม่ใช่ตัวเลขที่ดี เมื่อเทียบกับศักยภาพเศรษฐกิจที่ควรจะเป็น

“สิ่งที่อยากบอกคือตัวเลข 2.3% นี้ ไม่ใช่ตัวเลขที่ดี แม้จะดีกว่าที่ประมาณการในช่วงก่อนหน้า แต่เมื่อเทียบกับศักยภาพเศรษฐกิจยังห่างพอสมควร โดยยังมีความไม่เท่าเทียมกันซ่อนอยู่ ในลักษณะ K-Shape ซึ่งเกิดจากการกระจุกตัวในภาคส่งออกด้านเทคโนโลยี ซึ่งไม่ได้กระจายถึงคนส่วนใหญ่ แม้จะดีในแง่ตัวเลขเชิงมหภาค แต่ก็ยังไม่ใช่ตัวเลขที่น่าพอใจ” นายดอนกล่าว
นายดอนกล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่กลับเข้าสู่ระดับปกติตามศักยภาพอย่างที่ประเทศไทยควรจะเป็นคือโตได้ 2.7% โดยต้องจับตาดูว่าคณะกรรมการร่วมภาครัฐเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่ตั้งเป้าให้เศรษฐกิจโตได้เกิน 3% ซึ่งการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ถือว่ามีโอกาสมาก
“หน้าที่หลักของ ธปท. คือรักษาเสถียรภาพ ตอนนี้ที่มองคือนโยบายปัจจุบันเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโตต่ำและมีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ แม้จะเบาลง แต่ไม่สามารถตัดความกังวลได้” นายดอน กล่าวและว่า ดอกเบี้ยที่ 1% ไม่ควรลดลงกว่านี้ และไม่ควรต่ำระดับนี้เป็นเวลานาน เพราะอาจนำไปสู่ปัญหาเสถียรภาพได้ นโยบายที่สำคัญที่สุดคือปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่ง ธปท.สามารถเข้าช่วยเหลือทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้ เช่น Reinvent Thailand ที่ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศไทยได้
นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1% ในระดับที่ผ่อนคลาย ภายใต้บริบทที่อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นชั่วคราว โดยคาดว่าเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่กรอบเป้าหมาย มีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต้องผสมผสานนโยบายหลายด้าน เพื่อดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายควบคู่กับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด นโยบายการคลัง รวมถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

นายสุรัชกล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะสูงขึ้นชั่วคราวในปีนี้ตามราคาพลังงานและการส่งผ่านต้นทุน ก่อนจะปรับลดลงในปีหน้า โดยราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ยังอยู่ในหมวดพลังงาน และหมวดอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
ทั้งนี้ ไม่เห็นสัญญาณการปรับขึ้นราคาเป็นวงกว้างต่อเนื่อง หรือการคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูญเสียการยึดเหนี่ยว อย่างไรก็ตามเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในระดับต่ำ
สำหรับภาวะการเงินนั้น ค่าเงินบาทโดยรวมมีเสถียรภาพ โดยเงินบาทปรับอ่อนค่าตามทิศทางเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสำคัญ ขณะที่เงินภูมิภาคบางสกุลผันผวนและปรับอ่อนค่าเร็วจากปัจจัยเฉพาะเพิ่มเติมในแต่ละประเทศ
ขณะที่สินเชื่อรวมยังขยายตัวต่ำและมีที่มาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ ส่วนสินเชื่อ SMEs หดตัวจากความระมัดระวังในการพิจารณาสินเชื่อ
นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกปรับตัวได้ดีกว่าคาด แม้มีสงครามตะวันออกกลาง เช่นเดียวกับเศรษฐกิจไทยที่ปรับตัวได้ดีกว่าคาด ขณะที่ SMEs มีข้อจำกัดในการปรับตัว

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัวตามการส่งออกสินค้า การลงทุน และผลระยะสั้นจากมาตรการรัฐ แต่จะชะลอลงในปี 2570 จากผลฐานสูงแม้ยังมีแรงส่งต่อเนื่องจากการส่งออกและลงทุน
ทั้งประเด็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม คือ 1.ความต่อเนื่องของวัฏจักรเทคโนโลยีและเอไอ ที่ส่งผลดีต่อการส่งออกและการลงทุนของไทย 2.พัฒนาการของสงครามที่มีสัญญาณเชิงบวก ที่จะส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบโลก และแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั่วไป ตลอดจนกำลังซื้อของครัวเรือน แต่ยังคงต้องติดตามใกล้ชิดเพราะยังมีประเด็นการดำเนินการตามข้อตกลง และ 3.ผลของมาตรการภาครัฐต่อการบริโภคและการลงทุน

