สรุปจบในที่เดียว กติกาใหม่เช่าซื้อ-ลีสซิ่ง เรื่องต้องรู้ก่อนตัดสินใจถอยรถ
คอลัมน์ : แบงก์ชาติ ชวนคุย ผู้เขียน : ชญาวดี ชัยอนันต์ โฆษก ธปท. สุเมธ พฤกษ์ฤดี ฝ่ายเศรษฐกิจการเงินภูมิภาค ธปท.
ดิฉันเคยชวนคุยเรื่องการกำกับดูแลธุรกิจเช่าซื้อลีสซิ่งของแบงก์ชาติไปแล้วครั้งหนึ่ง ล่าสุดแบงก์ชาติออกหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจเช่าซื้อลีสซิ่งที่ประกาศในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ซึ่งจะช่วยผู้ใช้บริการเช่าซื้อลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ตามที่กฎหมายกำหนด/ ให้ได้รับการดูแลที่มีมาตรฐานและเป็นธรรม โดยผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นนิติบุคคลซึ่งต้องมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแบงก์ชาติก็ได้ทยอยมารายงานข้อมูลเพื่อแสดงตัวตนกับแบงก์ชาติและเริ่มเข้าสู่กระบวนการกำกับดูแลแล้ว
ธุรกิจที่เชื่อมโยงคนตัวเล็ก
ที่แบงก์ชาติเข้ามากำกับดูแลธุรกิจเช่าซื้อลีสซิ่งในครั้งนี้ เพราะเกี่ยวข้องกับผู้ใช้บริการจำนวนมากและหลากหลาย ตั้งแต่ภูมิลำเนา ทักษะทางการเงิน เครดิตการชำระหนี้ ไปจนถึงอายุ รายได้ และสาขาอาชีพ ด้านผู้ประกอบธุรกิจก็หลากหลายเช่นกัน ทั้งขนาดและการให้บริการที่แตกต่างกันออกไป จากข้อมูลของ NCB ณ ธันวาคม 2568 เฉพาะลูกค้าสินเชื่อรถยนต์ของผู้ให้บริการที่เป็นสมาชิก NCB เพียงอย่างเดียวก็มีถึงประมาณ 5.4 ล้านราย ยังไม่นับรวมลูกค้าของผู้ให้บริการเช่าซื้อรถยนต์ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก NCB และลูกค้าสินเชื่อจักรยานยนต์
นอกจากนี้ยอดคงค้างของสินเชื่อเช่าซื้อลีสซิ่งรถยนต์และจักรยานยนต์ยังมีมากถึง 1.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 10% ของหนี้ครัวเรือนไทย ดังนั้นการเข้ามากำกับดูแลธุรกิจนี้นอกจากจะมีเป้าหมายให้ผู้ใช้บริการได้รับบริการที่มีมาตรฐานและเป็นธรรม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางทั้งในเมืองและชนบทแล้ว ยังช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ใช้บริการมากขึ้น และยังมีความสำคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินฐานรากของประเทศในภาพรวม
หลักเกณฑ์เป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ตามที่เล่าข้างต้นเรื่องการ “ซื้อรถ” นี้เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก เลยจะขอเล่าต่อโดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ผู้ประกอบธุรกิจ และผู้ใช้บริการ (ผู้ซื้อรถ)
หากคุณเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ไม่ว่าจะเช่าซื้อหรือลีสซิ่งก็ตาม ก็ควรจะทราบหลักเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจเช่าซื้อและลีสซิ่งเบื้องต้นว่า ปัจจุบัน ธปท.กำหนดให้โฆษณาได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ชัดเจน เช่น เงื่อนไขสัญญา อัตราดอกเบี้ย ค่าบริการ เบี้ยปรับ และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับข้อมูลประกอบการตัดสินใจและเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียได้ชัดเจน ไม่เพียงเท่านั้นสิ่งที่ต้องระวัง คือ การโฆษณาจะต้องไม่กระตุ้นให้ก่อหนี้เกินจำเป็นด้วย
ก่อนทำสัญญาผู้ประกอบธุรกิจจะต้องแจกแจงรายละเอียดของสัญญาให้ผู้ใช้บริการทราบอย่างชัดเจน เช่น ค่างวด ทั้งจำนวนงวด เงินต้นและดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละงวด รวมทั้งค่าบริการ ค่าปรับ และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ตลอดจนเงื่อนไขการปิดบัญชีหรือยกเลิกสัญญาทุกรูปแบบ และก่อนที่จะทำสัญญา
ผู้ให้บริการต้องดูแลให้อัตราดอกเบี้ย ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เป็นธรรม ไม่ซ้ำซ้อน คำนึงถึงต้นทุนจริง ตามหลักเกณฑ์ที่แบงก์ชาติกำหนด เช่น ลูกค้าบุคคลธรรมดาที่เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เพื่อใช้ส่วนตัว (ไม่ใช่เพื่อธุรกิจการค้า) อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงสุดจะอยู่ที่ 10% ต่อปีสำหรับรถยนต์มือหนึ่ง,15% สำหรับรถยนต์มือสอง และ 23% สำหรับรถจักรยานยนต์
เมื่อผู้ใช้บริการได้ตกลงทำสัญญาแล้วจะต้องได้รับความคุ้มครองและคำนึงถึงความเป็นส่วนตัว โดยการเรียกเก็บค่าบริการต่าง ๆ ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องแจ้งยอดก่อนเรียกเก็บและส่งมอบหลักฐานการชำระเงินทุกครั้ง กรณีที่ผู้ใช้บริการมีเรื่องร้องเรียน ผู้ประกอบธุรกิจก็ต้องบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนนั้น หากมีการชดเชยและเยียวยาก็ต้องดำเนินการตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดโดยเร็วและยุติธรรม
นอกจากนี้สำหรับผู้ใช้บริการประเภทบุคคลธรรมดาที่เช่าซื้อรถเพื่อใช้ส่วนตัว หากสามารถปิดหนี้ได้ก่อนครบกำหนดตามสัญญา (ปิดโปะ) ก็จะได้ส่วนลดดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ แต่ในทางกลับกันหากผิดนัดชำระหนี้ก็จะถูกคิด “อัตราดอกเบี้ยผิดนัดไม่เกิน 5% ต่อปี” และจะคิดจาก “ค่างวดที่ผิดนัดชำระเท่านั้น”
เช่น กรณีมียอดหนี้คงค้าง 10,000 บาท แต่ผิดชำระค่างวดล่าสุด 1,000 บาท ให้คิดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดจากยอด 1,000 บาท (ไม่ใช่ 10,000 บาท) หรือประมาณไม่เกิน 5 บาทสำหรับดอกเบี้ยผิดนัดชำระในเดือนแรก และการผ่อนชำระหลังจากนั้นจะนำไปตัดค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย และเงินต้นงวดของยอดหนี้ที่ลูกค้าค้างชำระนานที่สุดก่อน จึงค่อยตัดชำระยอดหนี้ที่ค้างชำระนานรองลงมาตามลำดับ
อย่างไรก็ดีผู้ประกอบธุรกิจสามารถดำเนินการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกค้ามากกว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้ เช่น ไม่เรียกเก็บดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้หรือเรียกเก็บในอัตราต่ำกว่าที่หลักเกณฑ์กำหนด หรือตัดชำระเงินต้นก่อนเป็นอันดับแรก
ทั้งนี้ กรณีผู้ใช้บริการประเภทบุคคลธรรมดา ไม่ว่าจะใช้รถเพื่อการส่วนตัวหรือเพื่อการค้า หากไม่สามารถชำระหนี้ต่อได้ แบงก์ชาติยังกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจเสนอแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ก่อนและหลังเป็นหนี้เสียอย่างละ 1 ครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้ได้ร่วมกันแก้ปัญหา ก่อนจะยึดรถหรือดำเนินการอื่น ๆ ตามกฎหมายต่อไปด้วย
เสริมแกร่งเสถียรภาพการเงิน
การกำกับดูแลของแบงก์ชาตินี้นอกจากจะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้และผู้ให้บริการเช่าซื้อลีสซิ่งแล้ว หลักเกณฑ์หลายข้อยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจการเงินในระดับมหภาคด้วย ได้แก่ (1) หลักเกณฑ์การโฆษณา ที่ไม่เพียงช่วยให้ผู้บริโภคมีข้อมูลครบถ้วนและไม่ก่อหนี้จนเกินควร แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงที่ประชาชนจะก่อหนี้เกินตัวเป็นวงกว้าง ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อระบบสถาบันการเงินทั้งประเทศ
(2) การกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยกรณีปกติ และเบี้ยปรับกรณีการผิดนัดชำระ (รวมถึงฐานการคำนวณที่คิดจากค่างวดที่ผิดนัดชำระ) จะช่วยจำกัดภาระดอกเบี้ย ป้องกันไม่ให้เป็นภาระซ้ำเติมผู้ใช้บริการจนเกินควร และช่วยลดแรงจูงใจที่ผู้ให้บริการอาจปล่อยสินเชื่อเกินขนาด โดยหวังผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง เป็นการกำหนดโครงสร้างแรงจูงใจที่เสริมสร้างเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน
และ (3) การที่ผู้ให้บริการต้องเสนอแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ก่อนและหลังเป็นหนี้เสียก่อนดำเนินการตามกฎหมาย จะช่วยลดต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น ต้นทุนของกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ฟ้องร้อง ไปจนถึงบังคับคดี ตลอดจนครัวเรือนที่อาจตกอยู่ในวังวนของปัญหาหนี้ ซึ่งอาจส่งต่อปัญหาไปสู่รุ่นถัดไป
การกำกับธุรกิจเช่าซื้อและลีสซิ่งครั้งนี้เป็นจิ๊กซอว์สำคัญอีกหนึ่งชิ้นที่แบงก์ชาติกำลังประกอบ เพื่อให้เศรษฐกิจการเงินและคุณภาพชีวิตของคนไทยแข็งแรง พร้อมเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน
แล้วจะมาชวนคุยใหม่ในโอกาสต่อไปค่ะ

