‘ศุภวุฒิ’ จี้รัฐบาลผลักดัน ‘Longevity Eonomy’ เป็นเครื่องยนต์ใหม่ดันเศรษฐกิจไทย-แนะ 4 ข้อ ปรับภาพลักษณ์ประเทศ
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒน์ จี้รัฐบาลผลักดัน “Longevity Eonomy” เป็นเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ชี้ดีกว่าไปแข่งผลิตกับประเทศที่เก่งกว่า รวมถึงจะช่วยแก้ปัญหาสังคมสูงวัย-งบฯ ค่ารักษาพยาบาลพุ่งไม่เลิก แนะทำ 4 เรื่อง สร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยให้คนทั่วโลกเกิดความเชื่อว่ามาอยู่ไทยแล้วจะสุขภาพดี-อายุยืน
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวในหัวข้อ “Longevity Economy : โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทย” ในงานสัมมนา “NEW TOURISM NEW ECONOMY เจาะโอกาสเศรษฐกิจสุขภาพ พลิกอนาคตท่องเที่ยวไทย” จัดโดย “มติชน” ว่า Longevity Eonomy (ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยประชากรที่มีอายุยืนยาวขึ้น) จะเป็นโอกาสของประเทศไทย ซึ่งหากคำนวณจากภาคการท่องเที่ยวและ Wellness (ธุรกิจด้านสุขภาพ) รวมกัน มีสัดส่วนถึง 30% ของ GDP จะเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้
โดยแนวโน้มประเทศไทยกำลังประสบปัญหาสังคมสูงอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตอนนี้อยู่ที่ 14.5 ล้านคน อีก 15 ปีข้างหน้าจะเป็น 20 ล้านคน ขณะเดียวกันยังเผชิญกับปัญหาประชากรที่ลดลง จากประชากรเกิดใหม่น้อยประชากรที่เสียชีวิต โดยคาดว่าในปี 2040 จะเหลือประชากรประมาณ 64 ล้านคน รวมถึงสัดส่วนประชากรที่อยู่ในวัยทำงาน ก็ลดลงเรื่อย ๆ
ขณะที่ภาพเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมาค่อนข้างขยายตัวได้ต่ำ ภาคอุตสาหกรรมการผลิตในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ขณะที่รัฐบาลก็ขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น เพราะรายจ่ายเพิ่มขึ้น แต่รายได้ลดลง ในขณะที่รายจ่ายเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้นมาก
“ผลการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยในระบบบัตรทอง พบว่าผู้ป่วยที่มีค่าใช้จ่ายสูง Top 5% ของผู้ป่วยในทั้งหมด เป็นผู้ใช้ทรัพยากรและงบประมาณด้านสุขภาพถึงเกือบ 50% ของงบประมาณรวมในแต่ละปี”
ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า ดังนั้น หากผลักดันเรื่อง Longevity Eonomy ทำให้คนสูงอายุ มีสุขภาพดีขึ้น ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ค่าใช้จ่ายดูแลสุขภาพก็จะลดลง จากปัจจุบันที่ค่าใช้จ่ายบัตรทองเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 6% ส่วนของข้าราชการเพิ่มขึ้นปีละ 5% ซึ่งแปลว่าต้องทำให้เศรษฐกิจโตเท่า ๆ กัน หรือมากกว่า เพื่อจะดูแลค่าใช้จ่ายเหล่านี้ได้ แต่เศรษฐกิจไทยโตต่ำมาก
“การจะเป็น Wellness Economy ก็ต้องภาพลักษณ์ประเทศไทย ที่คนไทยดูดี ไม่อ้วน สุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง อายุยืน ทำให้คนทั่วโลกเกิดความเชื่อว่า มาอยู่ประเทศไทยแล้ว จะสุขภาพดีและอายุยืน แปลว่าต้องดูแลสุขภาพ ไม่ใช่การรักษาผู้ป่วย”
ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า การจะเป็น Wellness Economy มีสิ่งที่ต้องทำอย่างน้อย 4 เรื่อง คือ
1.เน้นการส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวที่น่าประทับใจ ในเชิงของการต่อยอดคุณภาพของชีวิต มากกว่าส่งเสริมการท่องเที่ยวในเชิงปริมาณ
2.ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว รวมทั้งความปลอดภัยจากการถูกเอารัดเอาเปรียบและถูกโกง ให้นักท่องเที่ยวพูดกันปากต่อปากว่า ประเทศไทยปลอดภัย
3.ปรับปรุงหน่วยงานของรัฐให้เป็น Facilitator ให้กับภาคเอกชน ไม่ใช่เป็นแค่ Regulator เช่น สำนักงานอาหารและยา และ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมเรื่องของสมุนไพรไทย แพทย์แผนไทยและการเป็นครัวของโลก เป็นต้น
4.หากจะให้ประเทศไทยเป็น Medical Hub จะต้องเร่งผลิตบุคลากรทางการแพทย์และเพิ่มการใช้เทคโนโลยี รวมทั้งการรวมศูนย์ข้อมูลสุขภาพของประชาชน และต้องเก็บภาษีจากชาวต่างชาติที่มารักษาพยาบาลที่ประเทศไทย เพื่อให้เกิดความเสมอภาคกับคนไทย
“4 อย่างนี้ถ้าทำ ก็จะเปิดโอกาสในการขยายกิจการ ขยายการลงทุน Wellness ในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ รัฐบาลต้องปรับจากการจะไปแข่งขันกับประเทศที่เขาทำอุตสาหกรรมเก่ง ๆ แล้วมาทำภาคบริการ” ดร.ศุภวุฒิกล่าว

