‘เอกนิติ’ เผยสื่อนอก อาจเก็บภาษี ‘อีวีนำเข้าทั้งคัน’ ราว 30 %

‘เอกนิติ’ เผยสื่อนอก อาจเก็บภาษี ‘อีวีนำเข้าทั้งคัน’ ราว 30 %
ภาพประกอบข่าว

รองนายกฯ และรมว.คลัง เปิดเผยกับสื่อต่างประเทศว่า ไทยอาจก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราราว 30% สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่นำเข้าทั้งคัน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ไทยอาจกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่นำเข้าทั้งคันไว้ที่ระดับประมาณ 30% โดยนับเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ของอัตราภาษีดังกล่าว ซึ่งต้องการจูงใจให้ผู้ผลิตรถยนต์หันมาผลิตภายในประเทศมากขึ้น

ในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์บลูมเบิร์ก (Bloomberg Television) เมื่อ 14 กันยายนที่ผ่านมา นายเอกนิติกล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังหารือร่วมกับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อสรุปอัตราภาษีดังกล่าว และคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนนี้ เมื่อถูกถามว่าอัตราภาษีอาจอยู่ที่ระดับ 31% ถึง 32% หรือไม่ เขาระบุว่าอัตราภาษี “น่าจะอยู่ที่ระดับ” ประมาณ 30%

มาตรการภาษีนี้นับเป็นการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์อีวีของไทย หลังจากที่ก่อนหน้านี้การกำหนดกำแพงภาษีนำเข้าในระดับต่ำส่งผลให้มีรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดจากจีนหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงและสร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่ของไทย ในขณะนี้ ไทยต้องการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตรถยนต์เข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้นและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

“เราจำเป็นต้องปกป้องการลงทุนภายในประเทศ” นายเอกนิติกล่าว พร้อมอธิบายว่าไทยไม่สามารถปรับขึ้นภาษีศุลกากรทั่วไปได้เนื่องจากติดเงื่อนไขในข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ดังนั้น ภาษีสรรพสามิตจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนบริษัทที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย

รายละเอียดใหม่เหล่านี้เพิ่มจากแผนงานที่คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติได้อนุมัติในหลักการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งกำหนดโครงสร้างภาษีสรรพสามิตออกเป็น 3 ระดับ โดยรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าทั้งคันจะเสียภาษีในอัตราสูงสุด ในขณะที่รถยนต์ที่ผลิตในไทยจะเสียภาษีในอัตราต่ำสุด ส่วนรถยนต์ที่ประกอบในประเทศโดยใช้ชิ้นส่วนนำเข้าบางส่วนจะเสียภาษีในอัตราปานกลาง

นายเอกนิติระบุว่า ผู้ผลิตรถยนต์บางรายที่ปัจจุบันนำเข้ารถยนต์จากจีนและยุโรปเริ่มหารือกับรัฐบาลเกี่ยวกับการเข้ามาลงทุนในไทย เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์จากอัตราภาษีสรรพสามิตที่ต่ำลง

“พวกเขาต้องการเข้ามาลงทุนเพื่อรับสิทธิประโยชน์จากอัตราภาษีที่ต่ำลง แต่ก็จำเป็นต้องเพิ่มการลงทุนในไทยและใช้ห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศด้วย” นายเอกนิติกล่าว

ไทยถือเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเติบโตมาจากการลงทุนของญี่ปุ่นและเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่กว้างขวางตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนทุ่มเม็ดเงินลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ในขณะที่ไทยพยายามรักษาฐานการผลิตยานยนต์เดิมเอาไว้ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า

นายเอกนิติกล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันมีผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจำนวน 9 รายที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยแล้ว และบางรายเริ่มส่งออกรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไปยังตลาดต่างประเทศ รัฐบาลกำหนดให้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และรูปแบบการสัญจรแห่งอนาคตอื่นๆ ซึ่งคือ เทคโนโลยี นวัตกรรม และระบบการขนส่งยุคใหม่ เป็นหนึ่งในเจ็ดอุตสาหกรรมหลักที่จะใช้ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚