ธปท. ลั่นภาคการเงินต้องไม่เป็นเครื่องมือ ‘ทุนเทา’ ยกระดับมาตรการเข้ม ผนึกธนาคาร-นอนแบงก์ ประกาศจุดยืน 10 ก.ย.นี้
ผู้ว่าการ ธปท. ร่วมมือ ธนาคาร-นอนแบงก์ ประกาศจุดยืนสกัดทุนเทาเข้มข้น 10 ก.ย.นี้ ชี้ภาคการเงินต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือ-ทางผ่าน-หนุนธุรกรรมผิดกฎหมาย เผยหลังออกมาตรการห้ามถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ธุรกรรมลดลง 52% ขณะที่มาตรการคุมซื้อทองคำ ดึงยอดธุรกรรมปรับลดลงได้ถึง 70%
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในวันที่ 10 ก.ย.นี้ ธปท. จะเดินหน้าประกาศจุดยืน “หนึ่งเจตนารมณ์ ผสานพลัง ปกป้องภาคการเงินไทย” โดยได้ร่วมมือกับ ภาคการเงินภายใต้การกำกับทั้งสถาบันการเงิน และผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) เช่น ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ผนึกกำลังประกาศเจตนารมณ์ไม่ต้องการให้ภาคการเงินตกเป็นเครื่องมือ ทางผ่าน หรือสนับสนุนธุรกรรมผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกร่วมปกป้องระบบเศรษฐกิจไทยจากเงินทุจริตและการฟอกเงิน
สำหรับแนวทางดำเนินการ ธปท. มุ่งเน้นสกัดกั้นจากต้นทางผ่านกลไกสถาบัน คือการสร้างคอขวด เนื่องจากเงินทุจริตทุกประเภท ทั้งจากสแกมเมอร์ การคอร์รัปชั่น หรือพนันออนไลน์ จะต้องผ่านระบบธนาคารก่อนจะถูกผันไปสู่สินทรัพย์อื่น จึงจำเป็นต้องเริ่มต้นตัดทางลำเลียงที่ระบบธนาคารจึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด
ทั้งนี้ จากประสบการณ์ตรงที่เคยทำงานทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน พบว่าปัญหาคอร์รัปชั่นในไทยมีความร่วมมือกันเป็นเครือข่ายสลับซับซ้อนเหมือน “ใยแมงมุม” ระหว่างนักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งทำธุรกรรมร่วมกันจนเกิดเป็นเงินเทาในประเทศ ธปท. อยากจะส่งภาพเตือนว่าพอเถอะ เพราะมันมีปริมาณเยอะมาก
“ทุนเทา ธุรกิจผิดกฎหมาย คอร์รัปชั่น ถามหน่อยเถอะใครเชื่อว่าประเทศนี้ไม่โกง ผมทำงานหน่วยงานรัฐและเอกชน สลับกันไปมา สุดจริง ๆ ครับ นักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจขนาดใหญ่ จับกันเป็นใยแมงมุมสลับซับซ้อน เงินเทาทั้งนั้น ทั้งประเทศ แบงก์ชาติพยายามส่งว่า พอเถอะ เพราะมีปริมาณเยอะจริง ๆ
พร้อมกันนี้ได้ออกมาตรการมาดำเนินการเพื่อป้องกันในเรื่องเงินเทา ได้กำหนดให้การเบิกถอนหรือฝากเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องแจ้งและชี้แจงแหล่งที่มาของเงิน ซึ่งช่วยให้ภาพรวมยอดการเบิกถอนเงินสดก้อนใหญ่เกิน 5 ล้านบาท ลดลงจากเดือนละประมาณ 100,000 ล้านบาท ในช่วงเดือน ม.ค. 2569 ลดลงเหลือเพียง 47,000 ล้านบาทในช่วงเดือน มิ.ย. 2569 หรือลดลงถึง 52%
“เราแก้ปัญหาเรื่องทุนเทา ทำให้มีกำหนดเมื่อมีการเบิกเงินสดเกิน 5 ล้านบาทต้องถูกตรวจสอบ ไม่มีใครถือเงิน 5 ล้านบาทไปซื้ออะไรหรอทั้งประเทศ ต.ค.นี้ ใครจะฝากเงิน 5 ล้านบาทจะต้องบอกด้วยว่าเงินมาจากไหนด้วย”
รวมถึงการดำเนินมาตรการคุมทองคำแท่ง 2 กิโลกรัม โดยเมื่อขนเงินสดได้ยากขึ้น ขบวนการเงินเทาจึงหันไปซื้อทองคำแท่ง ธปท. จึงขอความร่วมมือให้ร้านทองรายงานชื่อคนซื้อขายหรือเบิกทองคำแท่งน้ำหนักตั้งแต่ 2 กิโลกรัมขึ้นไป คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้ห้ามซื้อขาย แค่ขอรายงานชื่อ ปรากฏว่ายอดธุรกรรมดังกล่าวลดลงทันทีถึง 70% ในช่วงเดือน มิ.ย. 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา
“พอทำมาตรการนี้ยอดลดลงไป 70% ถามว่าเทาป่ะล่ะ… เทา”
นอกจากนี้เส้นทางการเงินหลังจากโดนบล็อกทั้งเงินสดและทองคำ ขบวนการเหล่านี้หันไปใช้ช่องทางตราสารต่างประเทศ (FX) และยังมีเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัล ประเภท USDT ได้ประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเฝ้าระวังวอลลุ่มการเทรดเหรียญ USDT ที่พุ่งสูงผิดปกติในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา โดย กลต. กำลังตามปิดเส้นทางนี้อยู่เนื่องจากพบปริมาณธุรกรรมที่สูงผิดปกติถึงหลายแสนล้านบาท ซึ่งยังมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น พนันออนไลน์
ทั้งนี้ ช่องโหว่พนันออนไลน์ ยังสามารถผ่านนอนแบงก์ โดยพนันออนไลน์จะไม่สามารถทำงานได้เลยหากเงินไม่ผ่านระบบบัญชี แต่ปัจจุบันกลุ่มนี้เลี่ยงไปใช้ “บริการรับใช้บัตรเงินสด” ของกลุ่มนอนแบงก์ในการเติมและหมุนเงิน ธปท. จึงจำเป็นต้องขยายการกำกับดูแลเข้าไปตรวจธุรกิจนอนแบงก์ทั้งหมดเพื่อปิดช่องโหว่นี้
////

