ก.ล.ต. เดินหน้ายกระดับ PVD ชวนคนไทย ‘ออมให้พอ’
คอลัมน์ : เล่าให้รู้กับ ก.ล.ต.
ผู้เขียน : อาชินี ปัทมะสุคนธ์/สำนักงาน ก.ล.ต.
จากบทความก่อนได้เล่าเรื่อง “บัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล” หรือ TISA ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้ประชาชนสามารถวางแผนการออมและลงทุนเพื่อเป้าหมายระยะยาวได้มากขึ้นค่ะ วันนี้อยากชวนมาดูอีกหนึ่งเครื่องมือที่คนวัยทำงานจำนวนมากคุ้นเคยกันดี นั่นคือ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” หรือ PVD
ผู้ที่มีรายได้ประจำหลายคนน่าจะคุ้นเคยกับการที่ทุกเดือนจะมีเงินส่วนหนึ่งถูกหักจากเงินเดือนเข้ากองทุน PVD และนายจ้างก็สมทบให้อีกส่วนหนึ่ง เมื่อทำงานไปเรื่อย ๆ เงินก้อนนี้ก็จะสะสมเพิ่มขึ้นและกลายเป็นเงินก้อนหนึ่งเมื่อถึงวัยเกษียณ แต่เคยลองถามตัวเองหรือไม่ว่า “เงินที่สะสมนั้นเพียงพอในยามเกษียณหรือไม่ ?”
คำถามนี้น่าสนใจ จากข้อมูล PVD ทั้งระบบ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีมูลค่ารวมกว่า 1.6 ล้านล้านบาท มีสมาชิกกว่า 3.1 ล้านคน จาก 349 กองทุน และนายจ้างกว่า 25,000 ราย สะท้อนว่า PVD เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการออมเพื่อวัยเกษียณของคนไทย
แต่เมื่อมองลึกลงไปในระดับรายสมาชิกกลับพบว่า สมาชิกกว่า 95% มีเงิน PVD เมื่อถึงวัยเกษียณเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าเงินเกษียณขั้นต่ำพึงมีที่ 5 ล้านบาท ขณะที่ 69% ของสมาชิกสะสมเงินเข้ากองทุนต่ำกว่า 2,500 บาทต่อเดือน
ข้อมูลเหล่านี้เป็นโจทย์ใหญ่ของ ก.ล.ต. เพราะการส่งเสริมการออมอาจไม่ใช่เพียงทำให้คน “มี PVD” แต่ต้องทำให้สมาชิก “ออมให้พอ” และรู้ด้วยว่าเงินที่มีอยู่กำลังเดินไปสู่เป้าหมายได้มากน้อยเพียงใด ก.ล.ต. จึงมีแนวคิดส่งเสริมการออมผ่าน 3 เรื่องสำคัญ คือ “ออมเร็ว ออมมาก และออมเป็น” ค่ะ
ออมเร็ว: ยิ่งเริ่มออมเร็ว เงินยิ่งมีเวลาเติบโตและช่วยลดภาระการเร่งออมเมื่อใกล้เกษียณ ปัจจุบันกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางการเงินและมองหาสวัสดิการระยะยาว Gen-Z doesn’t want an office happy hour. They want financial security ก.ล.ต. จึงอยู่ระหว่างปรับปรุง พ.ร.บ. PVD ให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน เช่น การกำหนดให้ลูกจ้างของนายจ้างที่มีกองทุน PVD ใช้ระบบการสมัครโดยอัตโนมัติ (Automatic Enrollment) ขณะที่ลูกจ้างยังมีสิทธิปฏิเสธเข้าร่วมได้
แนวทางนี้ช่วยให้สมาชิกเริ่มต้นออมได้เร็วขึ้น รวมถึงเพิ่มความครอบคลุมลูกจ้าง (Coverage) ได้มากขึ้น เช่นเดียวกับประเทศนิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา พร้อมกับส่งเสริมให้นายจ้างจัดตั้ง PVD มากขึ้น เพราะ PVD ไม่ได้เป็นเพียงสวัสดิการ แต่ยังเป็นเครื่องมือดูแลความมั่นคงทางการเงินของพนักงาน ช่วยสร้างความผูกพันกับองค์กร และอาจเป็นอีกปัจจัยในการดึงดูดและรักษาบุคลากรในระยะยาว
ออมมาก: เพราะการเริ่มออมเร็วเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากจำนวนเงินที่สะสมยังไม่สอดคล้องกับเป้าหมายที่ต้องการ ข้อมูลพบว่า สมาชิก PVD กว่า 67% สะสมเงินเข้ากองทุนไม่เกิน 5% ของเงินเดือน ขณะที่กฎหมายเปิดให้สมาชิกสะสมได้สูงสุด 15% ดังนั้น เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นสมาชิกอาจลองทบทวนว่า สามารถแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาเพิ่มการออมได้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม ในชีวิตจริงสมาชิกก็อาจมีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ไม่คาดคิดเข้ามา เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าชำระหนี้บ้าน เป็นต้น ก.ล.ต. จึงมีแนวคิดในการปรับปรุง พ.ร.บ. PVD ให้สมาชิกที่ประสบปัญหาทางการเงินสามารถหยุดส่งเงินสะสมชั่วคราวได้ โดยไม่จำเป็นต้องลาออกจากกองทุน เป็นแนวทางที่ยืดหยุ่นเพียงพอให้สมาชิกยังคงอยู่ในกองทุน PVD
ส่วน “ออมเป็น” คือการไม่ได้มองเพียงว่าออมเท่าไร แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าเงินที่ออมกำลังถูกนำไปลงทุนอย่างไร เพราะเงิน PVD เป็นเงินออมระยะยาวที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน ข้อมูลพบว่า เงิน PVD ทั้งระบบเป็นการลงทุนในตราสารหนี้สูงถึง 66.8% ไม่ได้หมายความว่าการลงทุนในตราสารหนี้เป็นเรื่องไม่ดี แต่สมาชิกควรรู้ว่าเงินของตัวเองลงทุนอยู่ในอะไร เลือกให้เหมาะกับอายุ ระยะเวลาที่เหลือก่อนเกษียณ และระดับความเสี่ยงที่สำคัญ
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการเปิดเผยข้อมูลใน PVD Individual Statement ให้เป็นมากกว่าเอกสารรายงานยอดเงินในปัจจุบัน โดยยกระดับให้เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้สมาชิกเข้าใจสถานะเงินออมและการลงทุนของตนเองได้ชัดเจนขึ้น สามารถวางแผนทางการเงินโดยประเมินเป้าหมายเงินออม และเงินที่คาดว่าจะมี ณ วันเกษียณได้ด้วยตนเอง
โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าวคาดว่าจะมีผลใช้บังคับในปี 2571 เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจเตรียมความพร้อมด้านระบบ ซึ่งแนวคิดนี้สอดคล้องกับแนวทางสากลขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และองค์การระหว่างประเทศด้านการกำกับดูแลกองทุนบำนาญภาคเอกชน (IOPS)
สุดท้ายแล้ว “ออมให้พอ” ไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกคน เพราะแต่ละคนมีรายได้ ค่าใช้จ่าย และเป้าหมายชีวิตแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ยิ่งเริ่มต้นเร็วยิ่งมีเวลาให้เงินออมเติบโต และยิ่งทบทวนแผนของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ก็ยิ่งมีโอกาสปรับตัวได้ทันก่อนถึงวันเกษียณ

