หุ้นไทยคืนชีพต่างชาติไหลเข้า ดันมาร์เก็ตแคปทะลุ 2 ล้านล้าน

หุ้นไทยคืนชีพต่างชาติไหลเข้า ดันมาร์เก็ตแคปทะลุ 2 ล้านล้าน
ภาพประกอบข่าว

ตลาดหุ้นไทยคืนชีพ เงินทุนต่างชาติทะลักเข้าหลังเลือกตั้ง พร้อมปัจจัยบวกตลาดเกิดใหม่ ดันมาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นไทยทะลุ 2 ล้านล้าน เผยตั้งแต่ต้นปีต่างชาติซื้อสุทธิ 5.6 หมื่นล้าน ดันดัชนีบวก 18% ฟินโนมีนาระบุ SET สร้างปรากฏการณ์มาร์เก็ตแคปพุ่งแตะ 2 ล้านล้านบาท โบรกฯเตือนตั้งรับ ต่างชาติเทขายทำกำไร ถ้าไม่มีปัจจัยหนุนไปต่อ “อินโนเวสท์ เอกซ์” ชี้ปัจจัยเสี่ยงจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ สะเทือนตลาดหุ้น ขณะที่ คปภ.ปรับเกณฑ์หนุนธุรกิจประกันเพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้น

ผูู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้ถือว่าสถานการณ์ตลาดหุ้นไทย กลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนไทยและต่างชาติอย่างพลิกความคาดหมาย ทั้งปัจจัยจากเสถียรภาพการเมืองหลังการเลือกตั้ง และเงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ที่ไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) รวมถึงตลาดหุ้นไทย ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยวิ่งขึ้นมายืนเหนือ 1,400 จุด และเมื่อ 19 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ปิดตลาดด้วยดัชนี 1,493.91 จุด ด้วยมูลค่าซื้อขาย 94,763 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ล่าสุดเมื่อ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา ตลาดก็ปรับตัวปิดลบ เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ

ต่างชาติซื้อหุ้นไทย 5.6 หมื่นล้าน

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึง 19 ก.พ. (YTD) มีเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยสุทธิแล้วประมาณ 56,000 ล้านบาท โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 18.60% YTD

สำหรับแนวโน้มดัชนีในระยะถัดไป บล.หยวนต้าให้กรอบเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยไว้ที่ 1,500 จุด และแนวต้านถัดไปที่ 1,570 จุด โดยปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากประเด็นทางการเมืองและโครงสร้างตลาดทุน

“ปัจจัยเชิงบวกสำคัญคือ การเลือกตั้งที่มีพรรคการเมือง ซึ่งได้เสียงอันดับ 1 สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพทางการเมือง และเอื้อต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน อีกปัจจัยหนึ่งคือ ผลการดำเนินงานของตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวได้ดี พร้อมมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่นเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะได้รับการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนมากขึ้น”

จากก่อนหน้านี้แม้นักลงทุนต่างชาติจะเข้าซื้อหุ้นไทย แต่ก็มักเผชิญแรงกดดันจากการถูกลดน้ำหนักในการปรับดัชนีของสถาบันต่างประเทศ แต่ในรอบนี้หากภาพรวมเป็นการเพิ่มน้ำหนัก ก็มีแนวโน้มที่นักลงทุนต่างชาติจะกล้าเข้าลงทุนมากขึ้น

เตือนฝรั่งพร้อมขายทำกำไร

นายณัฐพลกล่าวว่า ประเด็นกระแสเงินทุนต่างชาติไม่สามารถนิยามการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติว่าเป็นระยะยาวหรือระยะสั้นได้อย่างชัดเจน เนื่องจากเงินลงทุนมีลักษณะเคลื่อนย้ายตามผลตอบแทน หากตลาดใดให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า นักลงทุนก็พร้อมจะย้ายเงินไปยังตลาดนั้น

“เงินทุนต่างชาติไม่ได้ยึดติดกับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นหลัก หากราคาหุ้นปรับขึ้นมาถึงระดับหนึ่งและไม่จูงใจอีกต่อไป นักลงทุนก็อาจขายทำกำไรและย้ายเงินออกได้ ขณะที่หากสถานการณ์การเมืองที่นำไปสู่ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล จะยังถือเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นไทย”

มาร์เก็ตแคปทะลุ 2 ล้านล้าน

รายงานจากบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนาชี้ว่า SET Index สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่หลังการเลือกตั้งปี 2569 โดยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) พุ่งทะยานกว่า 2 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ผลตอบแทนหุ้นไทยก้าวขึ้นมาติดอันดับต้น ๆ ของโลก

ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากความเชื่อมั่นที่กลับมาอย่างท่วมท้น คาดหวังการเมืองไทยเข้าสู่ยุคเสถียรภาพใหม่ ภายใต้รัฐบาลผสมนำโดยพรรคภูมิใจไทยที่ชนะเลือกตั้งแลนด์สไลด์ ปลดล็อกความกังวลและกลายเป็น “Positive Surprise” ดึงดูดสายตานักลงทุนทั่วโลก

อีกปัจจัยสำคัญคือการไหลเข้าของฟันด์โฟลว์ต่างชาติ ซึ่งเกิดจากการปรับพอร์ตลดน้ำหนักหุ้นอินโดนีเซียที่เสี่ยงถูกปรับลดสถานะจาก MSCI Emerging Market เม็ดเงินกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ จึงเริ่มไหลเข้าสู่ไทย เนื่องจาก Risk Premium ลดลงอย่างมาก ประกอบกับ “เสน่ห์หุ้นปันผล” และระดับราคาหุ้นที่ยังน่าดึงดูด ทำให้กองทุนประเภท Active Fund ที่เคยถือครองหุ้นไทยน้อย (Underweight) เร่งกลับเข้ามาสะสมหุ้นไทยอีกครั้ง โดยทางฟินโนมีนาระบุว่า ตลาดหุ้นไทยกำลังเดินหน้าสู่เป้าหมาย 1,475-1,500 จุด บนรากฐานเสถียรภาพที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มาร์เก็ตแคปของตลาดหุ้นไทย ณ 19 ก.พ. 69 สำหรับ SET Index มูลค่า 18.899 ล้านล้านบาท และ mai มูลค่าตลาด 2.24 แสนล้านบาท

2 ปัจจัยหลักหนุนไทย

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการพูดคุยกับกองทุนต่างประเทศ สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากที่สุด คือ ความสามารถในการคาดการณ์ได้ (Predictability) ของประเทศ โดยหลังประเทศไทยมีการเลือกตั้ง ทำให้นักลงทุนต่างชาติมองว่าสถานการณ์ทางการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น สะท้อนความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายที่ต่อเนื่อง ประกอบกับ Valuation ตลาดหุ้นไทยยังไม่สูงมากนัก ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวก

ขณะที่บริบทโลก นักลงทุนยังมีความกังวลหลายประเด็น ทั้งความเสี่ยงฟองสบู่ด้าน AI ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความผันผวนของสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ และบิตคอยน์ ซึ่งนัยหนึ่งก็ทำให้ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างปลอดภัย เมื่อเทียบกับความเสี่ยงในภูมิภาคอื่น ๆ และส่งผลให้เงินทุนบางส่วนไหลเข้ามาในช่วงนี้

อย่างไรก็ตาม แม้เงินทุนไหลเข้าจะเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่สิ่งสำคัญที่สุดในการก้าวต่อไปของเศรษฐกิจไทย จึงยังคงเป็น “ปัจจัยพื้นฐาน” คือ ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจและบริษัทไปต่อ

หุ้นไทยวิ่งผลตอบแทนอันดับ 2 โลก

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยขณะนี้ให้ผลตอบแทนเติบโตเป็นอันดับ 2 ของโลก ที่ราว 16% YTD (ณ ช่วงเช้า 20 ก.พ.) รองจากตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ที่เติบโต 30% YTD หุ้นไทยทำผลงานได้ดีมาจาก 2 ปัจจัยหลัก หนึ่ง คือในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจสหรัฐยังถือว่าขยายตัวได้ระดับหนึ่ง ทำให้หลายฝ่ายมองว่านโยบายการเงินยังมีช่องให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้สภาพคล่องมีแนวโน้มไหลเข้าสู่ตลาดการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังการเปลี่ยนแปลงประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งช่วยเสริมมุมมองเชิงบวกของนักลงทุน

“อย่างไรก็ตาม หากในระยะถัดไปเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มชะลอตัวลง ขณะที่การปรับลดดอกเบี้ยอาจทำได้จำกัดกว่าที่คาด จากสัญญาณในรายงานการประชุม Fed Minutes ที่มีท่าทีค่อนข้างตึงตัวเกินคาด และมีกรรมการบางรายบอกว่าจะขึ้นดอกเบี้ย ประเด็นดังกล่าวจะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยง”

และปัจจัยที่สอง หลังการเลือกตั้งในประเทศ นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้นต่อเสถียรภาพการเมือง ทำให้ตลาดมองว่าประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดที่ผลตอบแทนตามหลัง (Laggard) มานานและติดลบต่อเนื่อง 2-3 ปี มีโอกาสได้รับกระแสเงินทุนไหลเข้ามามากกว่าตลาดอื่น

เตือน SET เริ่มมีปัจจัยเสี่ยง

ดร.ปิยศักดิ์กล่าวว่า อย่างไรก็ดี หากปัจจัยลบเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐที่อาจชะลอตัวมากขึ้น ดอกเบี้ยที่อาจลดลงได้จำกัด รวมถึงความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน จะเป็นสัญญาณแรกที่ทำให้กระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ (EM) เริ่มชะลอลง

รวมถึงความเสี่ยงด้านการเมืองในประเทศ แม้ภาพรวมจะดูดีขึ้น แต่กระแสความกังวลเรื่องโมฆะการเลือกตั้งเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อบุคคลสำคัญหลายรายออกมาแสดงความเห็นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนมากขึ้น โดยหากต้องมีการเลือกตั้งใหม่จะกระทบต่อกระบวนการจัดทำงบประมาณ ซึ่งเดิมคาดว่าจะล่าช้าเพียง 1-2 เดือน และงบประมาณจะผ่านคณะรัฐมนตรีและเข้าสู่สภาในช่วง พ.ค.-มิ.ย.

“หากสถานการณ์ยืดเยื้อ การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้ายาวนานและส่งผลลบต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ คล้ายกรณีในอดีตจากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปสู่รัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งทำให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าไป 3 เดือน และกระบวนการจัดทำงบประมาณล่าช้ากว่า 8 เดือน นอกจากนี้ปัจจุบันรัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ อาจจะไม่ได้มีการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเหมือนกับในช่วงก่อนหน้า”

ที่ผ่านมานักลงทุนมองข้ามปัจจัยดังกล่าว เนื่องจากคาดหวังว่าจะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพและสามารถเดินหน้านโยบายได้เต็มที่ แต่หากความเสี่ยงเรื่องการเลือกตั้งใหม่กลับมา จะทำให้ตลาดเริ่มประเมินความเสี่ยงมากขึ้น กระแสเชิงบวกด้านการเมืองอาจพลิกกลับเป็นลบได้

หนุนประกันลงทุนหุ้น 2 แสนล้าน

นายอาภากร ปานเลิศ รองเลขาธิการ ด้านกำกับธุรกิจประกันภัย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) กล่าวว่า จากที่ทางสำนักงาน คปภ.ได้ปรับลดค่าความเสี่ยง (Risk Charge) ในการลงทุนหุ้นสำหรับบริษัทประกัน จาก 25% เหลือ 18% ตั้งแต่ปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ส่งผลให้จะมีเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทประกันสามารถลงทุนในตลาดหุ้นได้เพิ่มขึ้นกว่า 2 แสนล้านบาท โดยขณะนี้ สำนักงาน คปภ.อยู่ระหว่างให้บริษัทประกันภัยทุกแห่ง ส่งแผนการลงทุนในปี 2569 มาให้พิจารณา

โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินจากสินทรัพย์ของบริษัทประกันทั้งหมด แต่การลงทุนจริงขึ้นอยู่กับบริษัทประกัน ซึ่งจะต้องเสนอแผนการลงทุนมาให้สำนักงาน คปภ.พิจารณา ภายในเดือน มี.ค.นี้

สำหรับเหตุผลของการปรับ Risk Charge ก็เพื่อให้เป็นปัจจุบัน เพราะ Risk Charge ควรปรับให้เป็นปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอ ว่ามีความเสี่ยงอะไร เท่าไหร่ ขณะที่ของเดิมใช้มา 6 ปีแล้ว

ประกันรับลูกปรับพอร์ต

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า การผ่อนคลายเกณฑ์ Risk Charge ลงทุนหุ้นของ คปภ.นั้น ปัจจุบันธุรกิจประกันลงทุนในหุ้นประมาณ 8% ของพอร์ต เพราะจะต้องดูความสอดคล้องแต่ละผลิตภัณฑ์ รวมถึงดูโอกาสการเติบโตและความสามารถในการทำกำไรในหุ้นด้วย ซึ่งจะต้องพิจารณาเป็นรายบริษัท ขึ้นกับความเสี่ยงที่รับได้ของแต่ละบริษัท

โดยที่ผ่านมา คปภ.มีการขยับเกณฑ์ Risk Charge ให้บริษัทประกันสามารถลงทุนได้หลากหลายมากขึ้น ทั้งโทเค็นดิจิทัล ตราสารหนี้แฝงอนุพันธ์ (Derivative) ตราสารหนี้นอกตลาด (Private Credit) และกองทุน Hedge Fund เป็นต้น

ขณะที่นางสาวยุวดี เฉลิมศรีภิญโญรัช รองกรรมการผู้จัดการ บริหารการเงิน บริษัท โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) กล่าวว่า การปรับลด Risk Charge ลงทุนหุ้น เป็นนโยบายที่เข้ามาในจังหวะที่เหมาะสมและดีพอสมควร เพราะหลังการเลือกตั้ง พบว่าแนวโน้มตลาดหุ้นไทยส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับ 2 เดือนก่อนหน้า

“เป็นโอกาสที่ดีในการลงทุน ในส่วนของบริษัทมีความสนใจและตั้งใจจะขยายการลงทุนในหุ้นอยู่แล้ว ซึ่งไม่ได้ลงทุนเฉพาะตลาดหุ้นไทย แต่กระจายลงทุนไปยังหุ้นต่างประเทศมากขึ้น ปัจจุบันบริษัทมีพอร์ตลงทุนอยู่ 5.75 หมื่นล้านบาท สัดส่วนลงทุนในหุ้นไทยอยู่แค่ 2% ที่เหลือเป็นพันธบัตรรัฐบาลราว 85% หุ้นกู้เอกชน 5% และอีกประมาณ 8% จะเป็นเงินกู้กรมธรรม์ เงินฝาก และอื่น ๆ ซึ่งตั้งเป้าว่าภายใน 2-3 ปี จะปรับลดสัดส่วนลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลลง แล้วไปเพิ่มลงทุนในหุ้นให้เป็น 7%”

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚