สันติธาร ชี้จีดีพีไตรมาส 2 โตแค่ 1.9% เป็นความท้าทาย แจงเป็นสิ่งที่คลังคาดไว้แล้ว
สันติธาร ชี้จีดีพีไตรมาส 2 โตแค่ 1.9% เป็นความท้าทาย แจงเป็นสิ่งที่คลังคาดไว้แล้ว มองการขาดดุลไม่ใช่การขาดทุนของประเทศ-จับตาการท่องเที่ยวในไตรมาส 4 หารือปรับตัวชี้วัดทางอุตสาหกรรมใหม่
นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ที่โต 1.9% แสดงให้เห็นความท้าทายของเศรษฐกิจ และเป็นไปตามที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าจะเกิดวิกฤต 3 ระลอก ส่งผลถึงการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดกว่า 6 แสนล้านบาท จากการนำเข้าพลังงานและราคาที่สูงขึ้น ขณะที่ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคพุ่งขึ้นที่ 2-3% และคาดว่าจะมีการส่งผ่านทางราคาสินค้าเพิ่มเติมอีก ส่วนภาคการบริโภคก็ชะลอลง
“กำลังซื้อก็ตก การท่องเที่ยวก็อ่อนแอลง เป็นภาพที่เห็นว่า Demand หดตัวลงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้นคลื่น 3 ระลอกที่กังวลนั้นก็เป็นจริง แต่มีการเตรียมการไว้ระดับหนึ่ง ทั้งมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ที่ช่วยประคองเศรษฐกิจ เป็นกันชน ลดแรงกระแทกให้ประชาชนและกลุ่ม SMEs” นายสันติธารกล่าวและว่า SMEs เผชิญทั้งปัญหารายได้ลดลง ต้นทุนสูงขึ้น และเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก
ภาพของจีดีพีไตรมาส 2 มีทั้งความท้าทายและโอกาส โดยต้องประคองเศรษฐกิจผ่านมาตรการภาครัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) และป้องกันแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่ SMEs ปิดตัวจำนวนมาก, Jump Start สู่การเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อลดภาระครัวเรือน-ธุรกิจ และเพิ่มการลงทุนแห่งอนาคต ต่อยอดทั้งอุตสาหกรรมเก่าและใหม่ให้เติบโต
นายสันติธารกล่าวว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมี 3 ส่วน คือ 1.สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากคือการขาดดุลจากพลังงาน ซึ่งสะท้อนความมั่นคงทางพลังงานที่เปราะบาง 2.สิ่งที่ต้องจับตาดูคือการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งต้องเร่งนำเข้าเพื่อผลิตและส่งออก ซึ่งต้องดูว่าการนำเข้าจะสูงต่อไปหรือไม่ หากต้องอาศัยการนำเข้าต่อไปอีก 2-4 ปีจะเริ่มน่าเป็นห่วง และ 3.สิ่งที่ดีคือการลงทุน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ จากการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศ
“การขาดดุลไม่ใช่การขาดทุนของประเทศ การขาดดุลบางครั้งเป็นเหตุผลที่ดีจากการลงทุน และเป็นเรื่องดีเพราะสร้างอนาคตให้ประเทศ แต่การขาดดุลบางอย่างเป็นการขาดดุลเรื้อรัง หรือขาดดุลจากความเปราะบางนั้นเป็นปัญหา” นายสันติธารกล่าว
นายสันติธารกล่าวว่า ในช่วงการเปลี่ยนอุตสาหกรรมใหม่อย่างรวดเร็วนั้น ตัวชี้วัดทางอุตสาหกรรมจะตามไม่ทัน อันทำให้ตัวเลขดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมและอัตราการใช้กำลังการผลิตไม่สอดคล้องกัน ซึ่งขณะนี้กำลังหารือเรื่องการปรับตัวชี้วัดทางอุตสาหกรรม ทั้งกับทางกระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ และกระทรวงอุตสาหกรรม
“เวลาเห็นตัวเลขการส่งออกสูง แต่การผลิตน้อย ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นการถ่ายลำ (transshipment) แน่ ๆ หรือแปลว่าเราไม่ได้ทำอะไรเลย จริง ๆ เราทำ แต่บางทีตัวชี้วัดมันปรับตัวไม่ทัน ซึ่งต้องมีการศึกษาเพิ่ม โดยเฉพาะ Sector อุตสาหกรรมใหม่ ๆ” นายสันติธารกล่าวและว่า การสวมสิทธิส่งออกอาจมี แต่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นวงกว้างจนส่งผลต่อตัวเลข
สำหรับไตรมาส 3 ที่กำลังดำเนินอยู่นี้ จะเห็นว่าตัวเลขเงินเฟ้อไม่ได้แย่เท่าที่คิด แม้สงครามยังไม่จบ แต่ยังมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพยายามจะผลักดันเรื่องการลงทุน เพื่อสร้างโมเมนตัมให้ต่อเนื่อง สิ่งที่ยังต้องจับตาดูในช่วงครึ่งปีหลังคือการท่องเที่ยว หลังจากที่มีการยกเลิกเที่ยวบินในไตรมาส 2 “พอไตรมาส 3 อาจเริ่มนิ่ง (stabilized) ระดับหนึ่ง ส่วนไตรมาส 4 อาจมีเรื่องที่เข้ามาช่วยการท่องเที่ยวไทย เช่น การประชุม IMF-World Bank Annual Meeting ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ”
“เศรษฐกิจไตรมาส 3 ยังต้องดูอีกหน่อย อาจจะไม่ใช่การก้าวกระโดดพ้นจากปัญหา แต่น่าจะค่อย ๆ ดีขึ้นในไตรมาส 4 ต่อไป และเมื่อเม็ดเงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ เข้ามาในเศรษฐกิจมากขึ้น และเงินจากการเปลี่ยนผ่านเข้ามามากขึ้น ในไตรมาส 4 น่าจะได้รับอานิสงส์มากขึ้น” นายสันติธารกล่าว
นายสันติธารกล่าวว่า ไทยช่วยไทยพลัสยังเป็นกันชนให้ภาคการบริโภค และครึ่งปีหลังจะเน้นเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อบรรเทาค่าไฟให้ประชาชนในบางส่วน ซึ่งเป็นการประคองและบรรเทาภาคการบริโภค แต่จะไม่ใช่การกระตุ้นให้เติบโตเท่าเดิม เนื่องจากหากกระตุ้นการบริโภคมากเกินไปในช่วงนี้ อาจทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงได้

