XSpring มองสงครามผ่านจุดเลวร้ายแล้ว แนะลงทุนในตลาดเอเชีย-ทยอยสะสมทองคำ

XSpring มองสงครามผ่านจุดเลวร้ายแล้ว แนะลงทุนในตลาดเอเชีย-ทยอยสะสมทองคำ
ภาพประกอบข่าว

XSpring Group มองสงครามผ่านจุดเลวร้ายแล้ว ชี้สหรัฐฯ ได้รับผลกระทบ กดเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง หนุนเงินทุนไหลเข้าเอเชีย แนะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนตลาดเอเชีย-ทยอยสะสมทองคำเมื่อราคาย่อตัว พร้อมชี้เป้าหุ้นไทยที่มีปัจจัยสนับสนุนจากกระแสเงินทุนและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ อย่าง GULF, WHA, ADVANC, BBL, CPALL

นายณัฐวุฒิ จันทนะจุลพงศ์ นักกลยุทธ์ลงทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด (KTX) เปิดเผยว่า แม้ยังไม่สามารถระบุจุดสิ้นสุดของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างชัดเจน แต่ตลาดการเงินโลกเริ่มส่งสัญญาณผ่านพ้นช่วงเลวร้ายที่สุดไปแล้ว สะท้อนจากดัชนีความผันผวน (VIX) ที่เคยพุ่งขึ้นเหนือระดับ 30 จุดในช่วงต้นของเหตุการณ์ ก่อนจะทยอยปรับลดลงมาเคลื่อนไหวต่ำกว่า 20 จุดในปัจจุบัน ซึ่งบ่งชี้ถึงการกลับมาเปิดรับความเสี่ยงของนักลงทุน (Risk-on) แม้สถานการณ์โดยรวมยังไม่ยุติลง

ทั้งนี้ ความยืดเยื้อของสงครามทำให้สหรัฐฯ ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในตลาดพันธบัตรที่เผชิญแรงขายจากนักลงทุน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง รวมไปถึงในฝั่งภาคเอกชน โดยเฉพาะตลาด Private Credit ที่พึ่งพาการกู้ยืมแบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating rate) กำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นสวนทางกับการเติบโตของรายได้ ส่งผลให้ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

อีกทั้ง โครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีลักษณะ K-shaped โดยกลุ่มรายได้สูงยังได้รับแรงหนุน ขณะที่แรงงานส่วนใหญ่เผชิญแรงกดดันด้านรายได้ รวมทั้งแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงินของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งมีโอกาสนำไปสู่การปรับลดอัตราดอกเบี้ย แม้เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง แต่มีโอกาสที่สหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะ Negative Real Rate และกดดันค่าเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่าลง

อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มกระตุ้นการปรับพอร์ตของนักลงทุนทั่วโลก โดยอาจเห็นการลดสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ และเพิ่มน้ำหนักไปยังสินทรัพย์อื่น เช่น ทองคำ และตลาดในภูมิภาคเอเชีย

“แม้ราคาทองคำในระยะสั้นอาจเผชิญแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ยังอยู่ในระดับสูง แต่ในระยะถัดไปยังมีแรงหนุนจากแนวโน้มดอลลาร์อ่อนค่าและ Real Rate ที่มีโอกาสลดลง ดังนั้น การอ่อนตัวของราคาในช่วงที่ความกังวลด้านสงครามยังคงอยู่ อาจเป็นจังหวะในการทยอยสะสม ขณะที่ภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มกลับมาโดดเด่น โดยเฉพาะประเทศที่สามารถรักษาเสถียรภาพด้านเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงได้” นายณัฐวุฒิกล่าว

นายณัฐวุฒิ มองว่า ประเทศไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งระดับทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในเกณฑ์สูง และภาระหนี้ต่างประเทศที่ไม่สูงมาก อีกทั้งยังมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตของประเทศเศรษฐกิจหลัก เช่น จีนและญี่ปุ่น ที่เผชิญต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ประกอบกับด้านภาคการส่งออกเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน โดยคาดว่าไตรมาส 1 จะขยายตัวได้ราว 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า และอาจนำไปสู่การปรับเพิ่มประมาณการในระยะถัดไป

ด้านกลยุทธ์การลงทุนในไตรมาส 2 แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย ทยอยสะสมทองคำในจังหวะย่อตัว และคัดเลือกหุ้นไทยที่มีปัจจัยสนับสนุนจากกระแสเงินทุนและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ อาทิ GULF, WHA, ADVANC, BBL และ CPALL

นายพีรพล สุรัตนวนิช นักกลยุทธ์ลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด (XSpringAM) ระบุว่า ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซได้ส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์โลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการหยุดส่งออกก๊าซฮีเลียมจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูง อาจกระทบต่อกำลังการผลิตสินค้าในกลุ่ม AI และอิเล็กทรอนิกส์ในระยะถัดไป

ทั้งนี้ เอ็กซ์สปริงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบ Selective Investment โดยยังคงให้น้ำหนักตลาดสหรัฐและญี่ปุ่น ควบคู่กับธีมการลงทุนระยะยาว เช่น เทคโนโลยี พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมต้นน้ำ อาทิ พลังงานนิวเคลียร์ และห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม AI และเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมแนะนำกองทุน X-NUCTECH และ X-JPTOPTECH ซึ่งสอดรับกับเมกะเทรนด์ดังกล่าว

ด้านนางพัชร์ลิตา ทวีสุริยภัสร์ นักกลยุทธ์ลงทุน บริษัท เอ็กซ์สปริง ดิจิทัล จำกัด กล่าวว่า ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในช่วงที่ผ่านมาเคลื่อนไหวในลักษณะทรงตัวเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่น แม้ราคา Bitcoin จะปรับฐานลงจากระดับสูงสุดเมื่อเทียบกับปีก่อนกว่า 40% แต่ถือเป็นการปรับสมดุลโครงสร้างราคา (Reset) ซึ่งช่วยลดความร้อนแรงของตลาด และทำให้แนวโน้มระยะสั้นเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบมากกว่าการปรับตัวรุนแรง

ทั้งนี้ แรงหนุนสำคัญยังมาจากเงินลงทุนสถาบันที่ไหลเข้าสู่ Spot Bitcoin ETF อย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นในระยะยาว ขณะที่ Ethereum ยังมีแรงซื้อแต่ไม่โดดเด่นเทียบเท่า Bitcoin ส่งผลให้ Bitcoin ยังคงทำหน้าที่เป็น Market Leader ของตลาด

อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่ต้องติดตามในไตรมาส 2 ได้แก่ ความคืบหน้าด้านกฎระเบียบในสหรัฐ เช่น ร่างกฎหมาย CLARITY Act รวมถึงการกำกับดูแลร่วมกันระหว่าง SEC และ CFTC ซึ่งจะช่วยลดความไม่แน่นอนในระยะยาว นอกจากนี้ การเติบโตของ Stablecoin ที่มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์ และเริ่มมีการใช้งานจริงในระดับประเทศ สะท้อนการยอมรับที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚