GUNKUL ขายหุ้น 50% ใน 7 บริษัทย่อยให้ GULF รับ 466.5 ล้าน ต่อยอดโรงไฟฟ้า-เปิดทางลงทุนใหม่
GUNKUL ไฟเขียวขายหุ้น 50% ในบริษัทย่อย 7 แห่งให้ Gulf Renewable Energy บริษัทในกลุ่ม GULF มูลค่ารวม 466.51 ล้านบาท จับมือพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 12 โครงการ กำลังผลิตตามสัดส่วนถือหุ้นรวม 336.7 เมกะวัตต์ พร้อมปรับโครงสร้างลงทุนเป็นกิจการร่วมค้า เสริมสภาพคล่องและลดภาระหนี้
นางสาวนฤชล ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 20/2569 เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 มีมติอนุมัติให้บริษัทจำหน่ายหุ้นสามัญในบริษัทย่อยจำนวน 7 บริษัท ในสัดส่วน 50% ของทุนชำระแล้วของแต่ละบริษัท ให้แก่ บริษัท กัลฟ์ รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์จี จำกัด (GRE) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF
การขายหุ้นครั้งนี้มีมูลค่าสิ่งตอบแทนรวม 466.51 ล้านบาท โดยภายหลังการทำรายการ GUNKUL จะยังถือหุ้นในบริษัททั้ง 7 แห่งในสัดส่วน 50%
ทั้งนี้ บริษัทย่อยดังกล่าวเป็นผู้พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโรงไฟฟ้าพลังงานลมรวม 12 โครงการ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญาตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 336.7 เมกะวัตต์ ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT)
แบ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farm) จำนวน 5 โครงการ กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 88.2 เมกะวัตต์ มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2570, 2572 และ 2573
นอกจากนี้ ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Solar BESS) จำนวน 1 โครงการ กำลังการผลิต 16.5 เมกะวัตต์ มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2573 และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมอีก 6 โครงการ กำลังการผลิตรวม 232 เมกะวัตต์ มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2572-2573
สำหรับธุรกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารโครงสร้างการลงทุนและต่อยอดความร่วมมือกับ GULF โดยนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมาสนับสนุนการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนร่วมกัน
GUNKUL มีประสบการณ์ตั้งแต่การพัฒนาและลงทุนในโครงการพลังงานทดแทน งานก่อสร้างระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการบริหารจัดการและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า ขณะที่ GULF มีฐานธุรกิจไฟฟ้าขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงความพร้อมด้านเงินทุน เครือข่ายธุรกิจ และห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
บริษัทคาดว่าความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพจากขนาดโครงการ ลดต้นทุนการดำเนินงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียน รองรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศปี 2569 (PDP2026) ซึ่งอยู่ระหว่างรอประกาศเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน การลดสัดส่วนถือหุ้นเหลือ 50% จะทำให้การบันทึกบัญชีของบริษัททั้ง 7 แห่งเปลี่ยนจาก “บริษัทย่อย” เป็น “การร่วมค้า” สอดคล้องกับกลยุทธ์การเติบโตแบบกิจการร่วมค้า เพื่อเตรียมโครงสร้างทางการเงินให้รองรับการเติบโตและรักษาวินัยทางการเงินไปพร้อมกัน
อย่างไรก็ดี โครงสร้างดังกล่าวจะช่วยรักษาโครงสร้างเงินทุน รวมถึงอัตราส่วนหนี้สินที่มีดอกเบี้ยต่อ EBITDA และอัตราส่วนหนี้สินที่มีดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นให้อยู่ในระดับเหมาะสม พร้อมรองรับโอกาสลงทุนใหม่ ทั้งจาก PDP2026 โครงการพลังงานในต่างประเทศ และอุตสาหกรรมใหม่
นอกจากนี้ บริษัทยังจะสามารถรับรู้รายได้จากงานก่อสร้างและบริการที่เกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้าดังกล่าวในงบการเงินรวมเพิ่มเติม ขณะที่เงินสดสุทธิที่ได้รับจากการปรับสัดส่วนถือหุ้นจะช่วยเสริมสภาพคล่อง ลดภาระหนี้สิน และทำให้อัตราส่วนทางการเงินแข็งแกร่งขึ้น
บริษัทยังคาดว่าจะสามารถเพิ่มผลตอบแทนของโครงการจากการสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกัน ทั้งด้านการบริหารต้นทุนก่อสร้างและต้นทุนทางการเงิน พร้อมเพิ่มพื้นที่ทางการเงินสำหรับรองรับโอกาสลงทุนในอนาคต ทั้งธุรกิจพลังงานสะอาดในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง
สำหรับรายการขายหุ้นครั้งนี้ มีขนาดรายการสูงสุด 2.67% ตามเกณฑ์สินทรัพย์สุทธิ ต่ำกว่าเกณฑ์ 25% และในช่วง 12 เดือนก่อนทำรายการ บริษัทไม่มีรายการจำหน่ายสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกันหรืออยู่ภายใต้โครงการเดียวกันที่ต้องนำมารวมคำนวณ จึงไม่เข้าข่ายรายการที่มีนัยสำคัญตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการกำกับตลาดทุน

