เช้าใจหาย บ่ายใจฟู! หุ้นไทยเหวี่ยงก่อนปิดบวก 11 จุด โบรกฯ ชู 4 หุ้นรับบอนด์ยีลด์ขาลง

เช้าใจหาย บ่ายใจฟู! หุ้นไทยเหวี่ยงก่อนปิดบวก 11 จุด โบรกฯ ชู 4 หุ้นรับบอนด์ยีลด์ขาลง
ภาพประกอบข่าว

หุ้นไทยวันนี้ผันผวนหนัก เช้าดิ่ง 21 จุด ก่อนดีดกลับมาปิดบวก 11.08 จุด มูลค่าซื้อขายเกือบ 7.7 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางกระแสเดโมแครตจ่อคุมสองสภาสหรัฐ บล.ทรีนีตี้ชี้หุ้นไทยเสี่ยงขาลงจำกัดกว่าหุ้นสหรัฐ แนะจับตา 4 หุ้นเด่น EGCO-3BBIF-BDMS-BH รับธีมบอนด์ยีลด์ขาลงและนโยบายสุขภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีหุ้นไทยวันนี้ (4 พ.ย. 2569) ปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,502.09 จุด เพิ่มขึ้น 11.08 จุด หรือ 0.74% มูลค่าการซื้อขาย 76,971.32 ล้านบาท โดยดัชนีเคลื่อนไหวผันผวนอย่างหนักระหว่างวัน จากช่วงเช้าที่เผชิญแรงเทขายหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ DELTA กดดันให้ดัชนีปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดที่ 1,470.06 จุด ลดลง 20.95 จุด ก่อนพลิกกลับขึ้นมาในแดนบวกช่วงบ่าย และทำระดับสูงสุดที่ 1,504.05 จุด เพิ่มขึ้น 13.04 จุด คิดเป็นช่วงแกว่งตัวระหว่างวันถึง 33.99 จุด

การฟื้นตัวของดัชนีเกิดขึ้นท่ามกลางการติดตามผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ ซึ่งมีสัญญาณว่าพรรคเดโมแครตอาจครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ส่งผลให้นักลงทุนต้องประเมินทิศทางนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐ และผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลกอีกครั้ง

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการประเมินแนวโน้มผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ พรรคเดโมแครตมีโอกาสครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา หลังมีแนวโน้มพลิกชนะการเลือกตั้งวุฒิสภาใน 4 รัฐ ซึ่งเดิมเป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน ได้แก่ เท็กซัส แคนซัส โอไฮโอ และไอโอวา

หากผลเลือกตั้งออกมาเป็นไปตามแนวโน้มดังกล่าว จะถือเป็นสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายของตลาด เนื่องจากราคาสินทรัพย์ในปัจจุบันยังไม่ได้สะท้อนความเป็นไปได้นี้ทั้งหมด และอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางการลงทุนในระยะถัดไป

เดโมแครตจ่อคุมสภา กดดันหุ้นสหรัฐ

นายณัฐชาตกล่าวว่า การที่พรรคเดโมแครตมีโอกาสครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา อาจเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นสหรัฐ เนื่องจากจะเพิ่มอำนาจในการตรวจสอบและควบคุมงบประมาณ รวมถึงผลักดันมาตรการรักษาวินัยการคลัง ซึ่งอาจทำให้การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายภาครัฐและการลดภาษีเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การให้ความสำคัญกับวินัยการคลังอาจเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดพันธบัตรทั้งในสหรัฐ และทั่วโลก จากแนวโน้มอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ปรับตัวลดลง โดยล่าสุดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2.04% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ และตลาดหุ้นโลกผ่านดัชนี MSCI World เนื่องจากเป็นตลาดที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากผลเลือกตั้งดังกล่าว ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนกำไรของหุ้นกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Earnings Yield Gap) พบว่าตลาดหุ้นสหรัฐ และตลาดหุ้นโลกยังมีระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย สะท้อนความน่าสนใจด้านมูลค่าที่ยังมีข้อจำกัด

ตรงกันข้ามกับตลาดหุ้นไทย ซึ่ง Earnings Yield Gap ปรับตัวเพิ่มขึ้นกลับเข้าสู่ระดับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีแล้ว ทำให้ประเมินว่าความเสี่ยงขาลง (Downside Risk) ของตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไปมีแนวโน้มจำกัดกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ชู 3 ธีมลงทุน เปิด 4 หุ้นเด่นรับปัจจัยบวก

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนภายใต้สถานการณ์ที่พรรคเดโมแครตมีแนวโน้มครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา บล.ทรีนีตี้ มองว่ามีหุ้น 3 กลุ่มที่น่าสนใจ ได้แก่

1.หุ้นที่มีลักษณะคล้ายตราสารหนี้ (Bond-like) โดยเฉพาะหุ้นสาธารณูปโภค (Utilities) กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (IFF) ซึ่งมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรขาลง ทำให้ผลตอบแทนเงินปันผลมีความน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับพันธบัตร โดยหุ้นเด่นที่แนะนำ ได้แก่ EGCO และ 3BBIF

2.หุ้นโรงพยาบาลและบริการทางการแพทย์ (Healthcare) ซึ่งอาจได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากทิศทางนโยบายสาธารณสุขสหรัฐ เนื่องจากพรรคเดโมแครตจะมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นในการคัดค้านข้อเสนอปรับลดงบประมาณโครงการ Medicaid ซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้มีรายได้น้อย รวมถึงการผลักดันให้ฟื้นฟูเงินอุดหนุนเบี้ยประกันสุขภาพภายใต้กฎหมาย Affordable Care Act หรือ Obamacare โดยหุ้นเด่นที่แนะนำ ได้แก่ BDMS และ BH

และ 3.หุ้นพลังงานสะอาด (Green Energy) ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการที่พรรคเดโมแครตมีอำนาจในสภาคองเกรสมากขึ้น และอาจใช้เสียงในสภาเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับธุรกิจพลังงานสะอาด รวมถึงป้องกันการยกเลิกหรือปรับลดมาตรการสนับสนุนที่มีอยู่

ทั้งนี้ แม้ตลาดหุ้นไทยยังเผชิญความผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศ แต่ระดับมูลค่าหุ้นที่ปรับตัวลงมาจนมีความน่าสนใจมากขึ้น อาจช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐ โดยแนะนำให้เน้นคัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัวและมีโอกาสได้รับประโยชน์จากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐ

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚