ลุ้นหุ้นไทยวันนี้ Outperform ตลาดโลก ชูพลังงานเด่น รับน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์
บล.พาย ประเมิน SET วันนี้แกว่ง 1,600–1,630 จุด มองหุ้นไทยมีโอกาส Outperform จากแรงหนุนกลุ่มพลังงาน หลังราคาน้ำมันยืนระดับ 100–109 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แนะเพิ่มความระมัดระวังหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมจับตา CPI สหรัฐคืนนี้ ก่อนรู้ทิศทางดอกเบี้ยเฟดสัปดาห์หน้า
บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น หลังตลาดกลับมากังวลว่าทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจเข้าสู่ภาวะเข้มงวดมากขึ้น จากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนที่ผ่านมา ดัชนี Dow Jones Industrial Average (DJIA) ปิดลดลง 316 จุด หรือ 0.6% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.6% ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นมาอยู่ในช่วง 100-109 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล รวมถึงดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐที่ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์
โดย PPI ขยายตัว 5.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 5.3% และเร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 4.7% ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าเงินเฟ้อในเดือน ก.ย. อาจยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อการตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยของ Fed
ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Bond Yield) ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย Bond Yield อายุ 2 ปี ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 2 ปี ขณะที่อายุ 30 ปีทำจุดสูงสุดใหม่เช่นกัน และอายุ 10 ปีขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ล่าสุด CME FedWatch เพิ่มน้ำหนักความเป็นไปได้ที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้าเป็นประมาณ 71% จากก่อนหน้านี้ที่ให้น้ำหนักเพียง 60%
บล.พาย มองว่าภาวะดังกล่าวไม่เป็นบวกต่อตลาดหุ้น ทองคำ และตราสารหนี้ รวมถึงอาจสร้างความผันผวนต่อหุ้นกลุ่ม Growth ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยและ Bond Yield มากกว่าหุ้นกลุ่มอื่น
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยมีโอกาส Outperform ตลาดหุ้นต่างประเทศได้ในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง คล้ายกับสถานการณ์ในปี 2565 เนื่องจากตลาดหุ้นไทยมีน้ำหนักหุ้นกลุ่มพลังงานค่อนข้างมาก ขณะที่มีสัดส่วนหุ้น Growth ไม่สูงนัก
สำหรับตลาดหุ้นไทยวันนี้ บล.พาย ประเมินดัชนี SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1,600-1,630 จุด โดยกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมียังมีแนวโน้มเป็นแรงสนับสนุนตลาด แต่แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ DELTA, HANA และ KCE ซึ่งอาจได้รับแรงกดดันจาก Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น
ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำเน้นหุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากสภาวะปัจจุบัน ได้แก่ กลุ่มพลังงาน PTT, PTTEP, PTTGC และ TOP รวมถึงหุ้นที่ได้ประโยชน์จาก Bond Yield ที่ปรับขึ้น ได้แก่ BBL, KBANK, KTB, SCB และ KKP
นอกจากนี้ ยังแนะนำหุ้นกลุ่ม Value Play ได้แก่ CPN, CPALL, HMPRO, BCH, BDMS, MEGA และ ADVANC เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดในช่วงที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยกลับมาเป็นปัจจัยกดดันอีกครั้ง
ทั้งนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามการรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐในคืนนี้ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญต่อการประเมินทิศทางดอกเบี้ยของ Fed อย่างไรก็ตาม บล.พายมองว่า แม้ CPI จะออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ ผลบวกต่อตลาดหุ้นอาจมีเพียงเล็กน้อย เนื่องจากตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันและ Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูง

