สภาพัฒน์ แนะรัฐบาลมุ่ง 6 ด้านบริหารเศรษฐกิจ เพื่อดัน GDP 1.5-2.5%

สภาพัฒน์ แนะรัฐบาลมุ่ง 6 ด้านบริหารเศรษฐกิจ เพื่อดัน GDP 1.5-2.5%
ภาพประกอบข่าว

สภาพัฒน์ฯ รายงาน ครม.แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.5-2.5 มีปัจจัยสนับสนุนการอุปโภคบริโภค-การลงทุนภาคเอกชน และผล พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แนะรัฐบาลให้ความสำคัญ 6 ด้านบริหารจัดการเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569 ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ

โดย สศช. ได้เสนอรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569 โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

1.ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2569

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 2.8 เร่งขึ้นจากร้อยละ 2.5 ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 0.7 จากไตรมาสที่สี่ของปี 2568

2.เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 0.91 สูงกว่าร้อยละ 0.70 ในไตรมาสก่อนหน้าและร้อยละ 0.89 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ร้อยละ -0.5

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ ร้อยละ 0.6 ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 101.6 พันล้านบาท นอกจากนี้ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ 280.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐและหนี้สาธารณะมีมูลค่าทั้งสิ้น 12.68 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 66.38 ของ GDP

3.แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 สศช.คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.5-2.5 โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากการขยายตัวต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน รวมทั้งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 และการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออก

4.การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคปี 2569 สศช. เห็นว่าในปี 2569 รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ ดังนี้

4.1 การดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยให้ความสำคัญกับ (1) การบริหารจัดการความมั่นคงทางพลังงานเพื่อรองรับในกรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งมีความยืดเยื้อ (2) การดำเนินมาตรการเฉพาะเจาะจงแบบมุ่งเป้า (Targeted) เพื่อดูแลผลกระทบต่อภาคธุรกิจจากการปรับขึ้นของต้นทุนพลังงาน เช่น ภาคขนส่ง ภาคประมง และภาคก่อสร้าง

(3) การดูแลความเพียงพอของวัตถุดิบในภาคการผลิตอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลน และ (4) การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการปรับตัวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยมุ่งเน้นการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด

4.2 การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยให้ความสำคัญกับ (1) การอำนวยความสะดวกและการแก้ไขอุปสรรคในการลงทุน เช่นการยกระดับการให้บริการพิธีการทางด้านศุลกากร (2) การพัฒนาระบบนิเวศให้เอื้อต่อการลงทุน  เช่น การยกระดับศักยภาพแรงงานในทักษะที่ขาดแคลน และ (3) การสร้างประโยชน์ต่อเนื่องจากการลงทุนจากต่างประเทศให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศ เช่น กำหนดเงื่อนไขเพื่อส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น

4.3 การรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับ (1) การลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา (2) การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง (3) การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสำคัญของประเทศ คู่ค้าที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2569-2570 เช่น ข้อกฎหมายด้านการนำเข้าสินค้าที่มีส่วนในการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป

(4) การลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และการช่วยเหลือผู้ประกอบการในการปรับตัวต่อมาตรการทางการค้า และ (5) การให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการขนส่งสินค้า เพื่อให้สินค้าไทยสามารถเข้าถึงตลาดสำคัญ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

4.4 การรักษาแรงสนับสนุนของการใช้จ่ายภาครัฐควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการเงินการคลังโดยให้ความสำคัญกับ (1) การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ให้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90.7 ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด (2) การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้สามารถบังคับใช้ได้ตามกำหนด

(3) การบริหารจัดการงบประมาณภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายและดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและ (4) การรักษาพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับการรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในอนาคต

4.5 การดูแลผลกระทบต่อภาคเกษตรจากการเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบทางการเกษตรและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยให้ความสำคัญกับ (1) การเร่งจัดหาแหล่งนำเข้าอื่น ๆ เพื่อชดเชยการนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากตะวันออกกลาง ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และ (2) การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสำรองน้ำให้มีเพียงพอต่อการเพาะปลูกและเตรียมรับมือกับภาวะฝนทิ้งช่วง/ภัยแล้ง

4.6 การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน โดยให้ความสำคัญกับ (1) การลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือนโดยเร่งรัดปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกให้ลูกหนี้ที่ประสบปัญหาการชำระหนี้

(2) การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ภาคธุรกิจ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises: SMEs) ที่มีศักยภาพแต่ประสบปัญหาด้านการเข้าถึงสภาพคล่องและได้รับผลกระทบซ้ำเติม (3) การเร่งดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะต่อไป และ (4) การสร้างความตระหนักรู้ทางการเงิน โดยเฉพาะทัศนคติในการวางแผนการใช้จ่าย

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚