กสิกรไทย ชู 3+1 & P รักษาผู้นำดิจิทัล K PLUS ครองตลาด 30% สินเชื่อธุรกิจโต 7%

กสิกรไทย ชู 3+1 & P รักษาผู้นำดิจิทัล K PLUS ครองตลาด 30% สินเชื่อธุรกิจโต 7%
ภาพประกอบข่าว

กสิกรไทย เปิดยุทธศาสตร์ 3+1 & P หนุนธุรกิจโตแข็งแกร่ง ครองตำแหน่งผู้นำด้านดิจิทัลแบงก์กิ้ง มาร์เก็ตแชร์ 30% ผู้ใช้งาน K PLUS กว่า 24 ล้านราย พร้อมครองอันดับหนึ่งยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ส่วนแบ่งตลาด 19% ส่วนสินเชื่อธุรกิจลูกค้าบรรษัท ขยายตัวประมาณ 7% มุ่งขยายสินเชื่อ ดาต้า เซ็นเตอร์ รวมถึงสินเชื่อและการลงทุนเพื่อความยั่งยืน สู่เป้าหมาย 4–5 แสนล้านบาทภายในปี 2573 จากในปัจจุบันมียอดสะสมกว่า 2.53 แสนล้านบาท

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 3+1 & P โดยยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน และกลยุทธ์ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง สะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและการเติบโตอย่างมีคุณภาพของธนาคาร พร้อมรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจหลักอย่างต่อเนื่อง โดยครองอันดับ 1 ด้านการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัล ด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 30% และมีผู้ใช้งาน K PLUS กว่า 24 ล้านราย ครองอันดับ 1 ด้านยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ด้วยส่วนแบ่งตลาด 19%

ขณะเดียวกันได้รักษาความเป็นผู้นำด้านการบริหารความมั่งคั่ง โดยมีจำนวนลูกค้า Wealth เพิ่มขึ้น 16% และครองอันดับ 1 ด้านสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการกองทุนรวม (Mutual Fund AUM) ด้วยส่วนแบ่งตลาด 22.6% ตลอดจนผู้นำด้านการจัดจำหน่ายตราสารหนี้ภาคเอกชน (Corporate Bond Underwriting) และครองอันดับ 1 ด้านคะแนนความพึงพอใจ (NPS: Net Promoter Score) ทั้งโมบายแบงก์กิ้ง และลูกค้าผู้ประกอบการ

สำหรับ K-Strategy ยุทธศาสตร์ 3+1 & P จะมีทั้งการยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพด้านสินเชื่อ การขยายธุรกิจรายได้ค่าธรรมเนียมผ่านการให้บริการด้าน Wealth และการชำระเงิน การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับช่องทางต่างๆ การสร้างแหล่งรายได้ใหม่ในระยะกลางและระยะยาว การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

ดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ภาพรวมการแข่งขันของธุรกิจการเงินได้ก้าวข้ามจากการแข่งขันด้านผลิตภัณฑ์ ไปสู่การแข่งขันด้านความเข้าใจลูกค้า คุณภาพของคำแนะนำ และการสร้างความสัมพันธ์บนความไว้วางใจในระยะยาว พร้อมมุ่งผสานศักยภาพของบุคลากร เข้ากับเทคโนโลยี ข้อมูล และ AI เพื่อส่งมอบโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด ปลอดภัย และสร้างคุณค่าอย่างแท้จริง

ขณะที่การจ้างงานของประเทศไทย กว่า 70% มาจากการจ้างงานโดยธุรกิจผู้ประกอบการซึ่งเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยธนาคารมุ่งเป็นที่ปรึกษาที่ไว้วางใจ (Trusted Advisor) เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงนำเสนอโซลูชันที่ครอบคลุมทั้งบริการทางการเงินและบริการที่มากกว่าการเงิน ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละธุรกิจ ตั้งแต่โซลูชันการชำระเงินแบบครบวงจร โซลูชันเฉพาะอุตสาหกรรม ไปจนถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจและการพัฒนาองค์ความรู้ผ่านหลักสูตรต่างๆ อาทิ K SME Care ที่ดำเนินการต่อเนื่องเป็นรุ่นที่ 27

นอกจากนี้ ธนาคารได้ยกระดับธุรกิจ Wealth สู่การเป็น “Lifelong Wealth Partnership” ดูแลลูกค้าทุกกลุ่มในทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่การสร้าง ปกป้อง ไปจนถึงการส่งต่อความมั่งคั่ง โดยมีฐานลูกค้า Wealth ขยายตัว 16% และสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการกองทุนรวม (Mutual Fund AUM) เพิ่มขึ้น 8% รวมถึงการผสมศักยภาพของบุคลากรเข้ากับเทคโนโลยี ข้อมูล และ AI เพื่อส่งมอบบริการที่ตอบโจทย์ได้ตรงความต้องการ รวมถึงยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านดิจิทัลแบงก์กิงได้พัฒนาฟีเจอร์ K PLUS ให้ตอบโจทย์ การใช้งาน

ขณะที่ นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น แม้การเติบโตยังไม่ทั่วถึงและยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ ส่วนทิศทางค่าเงินบาทและนโยบายการเงินยังได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มอยู่ในระดับที่เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบางในบางภาคส่วน

แต่ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา คือ วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และพลังงานสะอาด ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป

อย่างไรก็ตามภาพรวมตั้งแต่ต้นปี สินเชื่อธุรกิจลูกค้าบรรษัท ขยายตัวประมาณ 7% ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตสินเชื่อธนาคาร พร้อมมุ่งดูแลคุณภาพสินทรัพย์และการบริหารพอร์ตสินเชื่ออย่างมีวินัย มุ่งเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายภาครัฐ ธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และโอกาสด้านความยั่งยืน โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center ซึ่งสามารถสร้างโอกาสต่อเนื่องไปยัง Ecosystem ที่เกี่ยวข้อง เช่น นิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจก่อสร้าง อุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบทำความเย็น และ Network Connectivity ซึ่งธนาคารพร้อมสนับสนุนด้วยโซลูชันทางการเงิน นวัตกรรมการชำระเงิน และบริการธุรกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการภาคธุรกิจตรงจุดครบวงจร เชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ด้านนายรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวเสริมว่า การแข่งขันในภาคการเงินยังเข้มข้นต่อเนื่อง และการเกิดขึ้นของ Virtual Bank ที่เพิ่มทางเลือกและยกระดับประสบการณ์ทางการเงินให้แก่ลูกค้า ธนาคารกสิกรไทยมุ่งสร้างความแตกต่างด้วยความเข้าใจความต้องการของกลุ่มลูกค้าบุคคลอย่างลึกซึ้ง และการนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ทุกช่วงชีวิตอย่างเหมาะสม

อีกทั้งมุ่งเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของลูกค้า พร้อมกับการตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินของลูกค้าในระยะยาว โดยมุ่งพัฒนาบัตรเครดิตให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายตรงจุดยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถรักษาความเป็นผู้นำในตลาดบัตรเดรดิตอันดับ 1 ด้านยอดใช้จ่ายผ่านบัตร ด้วยส่วนแบ่งตลาด 19% การเติบโตสินเชื่อบ้านในกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการขายและบริการ รวมถึงสามารถแจ้งความประสงค์ขอสินเชื่อบ้านผ่านช่องทาง K PLUS ที่สะดวกและรวดเร็ว และหากมีบัญชีเงินเดือนกับธนาคารจะสามารถทราบผลสินเชื่อบ้านเบื้องต้นภายใน 15 นาที

การขยายโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อผ่าน LINE BK เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินสามารถเข้าถึงสินเชื่อที่เหมาะสมกับความต้องการและความสามารถในการชำระหนี้ ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือลูกค้าอย่างตรงจุดตามแนวทางมาตรการภาครัฐและธนาคาร โดยคำนึงถึงประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ

อีกทั้งได้ขยายสินเชื่อ ESG เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยธนาคารมองว่าความยั่งยืน (Sustainability) โดยธนาคารมุ่งเป็นพันธมิตรสนับสนุนลูกค้าเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero อย่างครบวงจร ทั้งสนับสนุนทางการเงิน การให้คำปรึกษา ตลอดจน Carbon Accounting Solutions ผ่าน KClimate 1.5 ควบคู่กับการเสริมสร้างองค์ความรู้และพัฒนาผู้นำด้านความยั่งยืนผ่านหลักสูตรอบรมผู้บริหารระดับสูงด้านความยั่งยืน (Net Zero CEO) เพื่อช่วยให้ลูกค้าปรับตัว คว้าโอกาสใหม่ ยกระดับศักยภาพธุรกิจ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันธนาคารมีสินเชื่อและการลงทุนเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance and Investment) สะสมกว่า 2.53 แสนล้านบาท และตั้งเป้าหมาย 4–5 แสนล้านบาท ภายในปี 2573

นอกจากนี้ ธนาคารยังมุ่งสร้างความสัมพันธ์กับทั้งลูกค้าไทยและธุรกิจท้องถิ่นที่มีศักยภาพ และเชื่อมโยงตลาดต่างๆ ให้เป็น Regional Financial Ecosystem ซึ่งธนาคารจะมีบทบาทเป็น Regional Growth Partner สนับสนุนลูกค้าตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจในไทยจนขยายสู่ภูมิภาค พร้อมสร้างฐานลูกค้าท้องถิ่นที่แข็งแกร่งและบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚