‘วิทัย’ ฝ่าเสียงวิจารณ์แก้เศรษฐกิจ คุมน็อนแบงก์-ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง

‘วิทัย’ ฝ่าเสียงวิจารณ์แก้เศรษฐกิจ คุมน็อนแบงก์-ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง
ภาพประกอบข่าว

“วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าฯ ธปท. ฝ่ามรสุมเสียงวิจารณ์ เดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง จ่อยกระดับคุมเข้ม “น็อนแบงก์” กว่า 3 พันราย พบประชาชนถูกเอาเปรียบ-เป็นช่องทาง “ทุนเทา” เตรียมออกเกณฑ์สกัด “ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง” ปลายปีนี้ ห่วงเยาวชนก่อหนี้เกินจำเป็น ตะลึงกิน “ข้าวมันไก่-ชานม” ยังต้องผ่อน เดินหน้าตอบโต้เสียงวิจารณ์ “ภารกิจแบงก์ชาติ” ยันเน้น “รักษาเสถียรภาพ” ไม่เคยเปลี่ยน

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า แบงก์ชาติเตรียมยกระดับการกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-bank) ทั้งที่ประกอบธุรกิจให้บริการด้านสินเชื่อ (Lending) ด้านการชำระเงิน (Payment) ด้านการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ (Fx) รวมถึงบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ให้จริงจังมากขึ้น เพราะเห็นความเสี่ยงที่ประชาชนถูกเอาเปรียบ และเป็นทางผ่านของธุรกรรมไม่ปกติมากขึ้น

ปัจจุบัน Non-bank ที่อยู่ภายใต้การกำกับของแบงก์ชาติมีอยู่กว่า 3,000 ราย แต่ที่ผ่านมามีเพียงการออกใบอนุญาต (ไลเซนส์) ให้ แต่ยังไม่ได้กำกับดูแลอย่างจริงจัง ซึ่งการยกระดับการคุมก็คงมีทั้งการรายงานธุรกรรมเพิ่มเติม การกำหนดเพดานต่าง ๆ โดยต้องทยอยปรับไป

แก้ประชาชนถูกเอาเปรียบ

“ที่ผ่านมาคุมแบบไม่ได้ตรวจออกใบอนุญาตเป็นหลัก ประชาชนเลยถูกเอาเปรียบมาก และบางส่วนเอื้อให้พวกเทา ๆ มาทำธุรกรรม จากนี้ก็จะทยอยคุมมากขึ้น เพราะมีคนโดนเอาเปรียบเยอะมาก คิดดอกเบี้ยเกินจากที่กฎหมายกำหนด บางรายมีแอบคิดค่าธรรมเนียมต่างหาก และบางแห่งยังมีไปช่วยพวกพนัน Online ในการรับชำระเงิน หรือแม้กระทั่งรับฟอกเงินเป็นเงินต่างประเทศก็มี”

ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติกล่าวอีกว่า เรื่องที่จะเห็นก่อนหลังจากนี้จะเป็นการกำกับดูแลสินเชื่อซื้อก่อนผ่อนทีหลัง หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ซึ่งเรื่องนี้ทำมาก่อนระยะหนึ่งแล้ว เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการสร้างพฤติกรรมการบริโภคเกินตัว โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่เข้าถึงง่ายเกินไป

BNPL ฮิต ผ่อนแม้ข้าวมันไก่

ก่อนหน้านี้ ธปท. ได้สำรวจผู้ประกอบการ BNPL จำนวน 8 ราย พบว่า จำนวนผู้ใช้บริการ BNPL ขยายตัวเร็วมาก จากปี 2564 จำนวน 620,000 บัญชี เพิ่มขึ้นเป็น 4.91 ล้านบัญชี ในปี 2567 เรียกว่าขยายตัวเฉลี่ย 99.9% ต่อปี และคาดว่าปี 2568 จะเพิ่มขึ้นทะลุ 5-6 ล้านบัญชี ขณะที่ในแง่มูลค่าสินเชื่อขยายตัว 38% ต่อปี จากปี 2564 อยู่ที่ราว 6,800 ล้านบาท สิ้นปี 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 18,000 ล้านบาท

หลายสินค้าดูแล้วไม่ควรจะใช้ BNPL ได้ เช่น ซื้อข้าวมันไก่ 50 บาท ผ่อนชำระ 4 เดือน หรือชานมไข่มุก แก้วละ 106 บาท ผ่อนชำระ 3 เดือน เป็นต้น เป็นการสร้างนิสัยการบริโภคโดยไม่มีเงิน สร้างหนี้เร็วเกินไป ดอกเบี้ยก็แพง 16-18%

กังวลส่วนใหญ่เยาวชนติดหนี้

นอกจากนี้ข้อมูลยังพบว่าผู้ใช้บริการ BNPL ผ่านแอปพลิเคชั่นบนมือถือ กระจุกตัวในกลุ่มผู้บริโภคที่มีอายุน้อย (ต่ำกว่า 30 ปี) และรายได้น้อย พบว่าลูกหนี้ที่เป็นนักศึกษา หรือ First Jobber อายุระหว่าง 23-30 ปี มีอัตราการค้างชำระหนี้ BNPL มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ประมาณเดือน ต.ค.-พ.ย. 2569 จะมีความชัดเจนในเรื่องเกณฑ์การกำกับธุรกิจ BNPL 

“BNPL คงออกมาก่อนเรื่องน็อนแบงก์ เพราะทำมาสักพักแล้ว ส่วนน็อนแบงก์ก็ต้องทำ เพราะที่ผ่านมาไม่ได้เข้าไปดูแลจริงจัง”

ยันต้องดูแลเติบโตเศรษฐกิจ

รายงานข่าวแจ้งว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีอดีตผู้บริหารแบงก์ชาติออกมาวิจารณ์ถึง “ภารกิจแบงก์ชาติ” ล่าสุด ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติโพสต์เฟซบุ๊ก “Vitai Tae” ชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าวว่า แบงก์ชาติยังทำภารกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค เป็น Core Mandate เรื่องนี้ไม่เคยเปลี่ยน แต่ความเสี่ยงเรื่องเสถียรภาพด้านราคาและระบบการเงินลดลงมาก – เงินเฟ้อ (ก่อนสงคราม) อยู่ต่ำจนติดลบ และแบงก์มีผลประกอบการและเงินกองทุนแข็งแรงมาก (จนอาจมากเกินไปด้วยซ้ำ)

แต่ปัจจุบันปัญหาของไทยอยู่ที่อัตราการเติบโตและศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจลดต่ำลงเรื่อย ๆ จากปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย ถ้าเราได้แต่วิเคราะห์ปัญหาอย่างเดียว มัวแต่วิจารณ์คนอื่น แต่ไม่ช่วยกัน “ลงมือทำ” เสียที เศรษฐกิจจะโตช้าลงเรื่อย ๆ ธุรกิจและชาวบ้านจะมีรายได้ลดลง จนไม่พอรายจ่าย ท้ายที่สุดจะเป็น NPL และวนกลับมากระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคแน่นอน

มุ่งรักษาเสถียรภาพการเงิน

“จะมีประโยชน์อะไร ถ้าแบงก์ชาติบรรลุเป้าหมายเสถียรภาพ แต่เศรษฐกิจแย่ลงเรื่อย ๆ ธุรกิจปิดตัว และจะมีคนจนลงอีกมากแน่นอน ขอย้ำอีกครั้งว่า ภารกิจหลักของแบงก์ชาติคือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ไม่เคยเปลี่ยนเลย แต่เมื่อโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่ได้เหมือนโลกยุคก่อนแล้ว แบงก์ชาติยุคนี้จึงต้องเน้นลงมือทำ “แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง” แต่ทำเฉพาะที่เกี่ยวกับด้านการเงิน”

สิ่งที่แบงก์ชาติทำเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ใน 4 เรื่อง คือ 1) การแก้หนี้ครัวเรือน 2) Inclusion ให้ SMEs และรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้ 3) การทำให้ต้นทุนการใช้บริการทางการเงินที่เป็นธรรมแก่รายย่อย & SMEs (ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ย) และ 4) การป้องกันไม่ให้ใช้ช่องทางการเงินเอื้อต่อทุนเทาและคอร์รัปชั่น 

ธปท.ปรับตัว-ทำงานเต็มที่

นายวิทัยกล่าวว่า ทั้งหมดอยู่ในขอบเขตหน้าที่ของแบงก์ชาติตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.ชัดเจน และจริง ๆ ที่ผ่านมาแบงก์ชาติก็ทำทั้ง 4 เรื่องนี้อยู่แล้วบ้าง โดยจากนี้ไปจะเข้ากำกับ Non-bank ทั้งด้าน Lending และ Payment มากขึ้น เพราะเห็นความเสี่ยงที่ประชาชนถูกเอาเปรียบ และเป็นทางผ่านของธุรกรรมไม่ปกติเพิ่มขึ้น

“เมื่อความเสี่ยงเปลี่ยนแบงก์ชาติก็ต้องปรับตัว ถ้าเราไม่เปลี่ยนก็จะทำหน้าที่ได้ไม่ดี ทำไม่เต็มที่ตามที่ควรต้องทำ ถึงจะสบายกว่า ง่ายกว่าก็ตาม แต่โชคดีที่แบงก์ชาติเป็นองค์กรที่ร่วมกันปรับตัว มีคนเก่งที่ยังมีพลัง และมีจิตใจดีอยู่มากมาย เราไม่อยากติดยึดอยู่ในโลกเก่า ที่มีแต่วิจารณ์คนอื่น สร้างภาพสวย แต่ไม่เคยมีผลงานให้ได้จดจำ เลยอยากชวนทุกคนมาช่วยกันลงมือทำจริง ๆ ร่วมกันทำให้ประเทศดีขึ้นให้ได้” ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติระบุ

เผยน็อนแบงก์มีกว่า 3 พันราย

ด้านข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่รวบรวมจาก ธปท. พบว่า ปัจจุบันมีน็อนแบงก์ภายใต้การกำกับของ ธปท. ที่ยังประกอบธุรกิจอยู่ทั้งสิ้น 3,113 ราย โดยแยกได้เป็น ผู้ให้บริการบัตรเครดิต 7 ราย, AMC 90 ราย, สินเชื่อส่วนบุคคล ประมาณ 137 ราย, นาโนไฟแนนซ์ 70 ราย, เช่าซื้อและลีสซิ่ง 615 ราย และธุรกิจแลกเงิน/โอนเงิน/ศูนย์บริหารเงิน อีก 2,165 ราย

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚