นำเข้าไทยทุบสถิติ…จุดตายหรือจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย ?
คอลัมน์ : เลียบรั้วเลาะโลก
ผู้เขียน : ฝ่ายวิจัยธุรกิจ EXIM BANK
ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งจากมาตรการภาษีของสหรัฐ และความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ แต่การส่งออกของไทยยังรักษาโมเมนตัมที่ดีได้ต่อเนื่อง ล่าสุดการส่งออก 4 เดือนแรก ปี 2569 ขยายตัวได้ถึงราว 19% สูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังตัวเลขส่งออกที่เป็นข่าวดีกลับแฝงมาด้วยตัวเลขอีกด้านหนึ่งที่น่ากังวลเช่นกันคือ การนำเข้าที่พุ่งสูงกว่าการส่งออก โดยเฉพาะการนำเข้าเดือนเมษายน 2569 ที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่กว่า 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวถึง 45% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้ารายเดือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงที่สุดในรอบหลายปี นำไปสู่ภาวะขาดดุลแฝด (ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด + ขาดดุลการคลัง) ครั้งแรกในรอบ 4 ปี จนก่อให้เกิดคำถามสำคัญว่าเศรษฐกิจไทยกำลังส่งสัญญาณเปราะบางเพิ่มเติมอีกหรือไม่
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาลึกลงไป การนำเข้าที่เร่งตัวขึ้นในครั้งนี้อาจไม่ได้สะท้อนความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทยเสมอไป แต่กำลังบ่งชี้ถึง “จังหวะการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง” ของประเทศในหลายมิติ ดังนี้
ยกเครื่องภาคอุตสาหกรรม : หากย้อนกลับไปก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง การนำเข้าของไทยขยายตัวเฉลี่ยกว่า 10% ต่อปีในช่วงปี 2535-2539 ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดก็ขาดดุลราว 5-8% ต่อ GDP ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมจากการใช้แรงงานเข้มข้นไปสู่ทุนเข้มข้น และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ Eastern Seaboard ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเกือบ 8% ต่อปีในช่วงเวลาดังกล่าว
ทั้งนี้ ภาพที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีบางส่วนคล้ายคลึงกับในอดีต โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่เร่งตัวขึ้นจนมีสัดส่วนรวมกันราว 73% ของการนำเข้ารวม สูงสุดในรอบกว่า 2 ทศวรรษ สอดคล้องกับการลงทุนภาคเอกชนไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ขยายตัวกว่า 10% และยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ดิจิทัล (โดยเฉพาะ Data Center) อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
ดังนั้น การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นในครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างอุตสาหกรรมที่สำคัญอีกครั้งไปสู่อุตสาหกรรม Megatrend ของโลกอย่าง AI แต่คำถามสำคัญที่ต้องติดตามต่อไปคือ การลงทุนเหล่านี้จะช่วยยกระดับ Supply Chain ในประเทศและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยได้มากเพียงใด
การกระจายความมั่นคงด้านพลังงาน : การนำเข้าล่าสุดสะท้อนถึงจุดอ่อนเชิงโครงสร้างด้านพลังงานของไทยชัดเจนยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันไทยยังเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Energy Importer) โดยเฉพาะน้ำมันดิบ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของความต้องการใช้ภายในประเทศ และกว่า 60% เป็นการนำเข้าจากตะวันออกกลาง ทำให้ไทยมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ค่อนข้างสูง สะท้อนได้จากสัดส่วนการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงเดือนเมษายน 2569 ที่เพิ่มขึ้นทะลุ 20% จากที่อยู่เพียง 13% ในปี 2568 ซึ่งเป็นผลของราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 70% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
แต่ในอีกด้านหนึ่งตัวเลขนำเข้าล่าสุดก็สะท้อนพลวัตการปรับตัวในระยะสั้นที่มีทิศทางดีขึ้นบางส่วน เห็นได้จากสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางที่ลดลงเหลือ 39% โดยมีการกระจายความเสี่ยงไปยังภูมิภาคอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐ และแอฟริกาที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 15% และ 23% ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าไทยจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดให้เร็วที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงด้านอุปทานและผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานฟอสซิลในระยะยาว
ยกระดับขีดความสามารถของ SMEs ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2568 ที่มูลค่านำเข้าสินค้ากลุ่มดังกล่าวทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ 4 เดือนแรกปี 2569 ก็ยังขยายตัวต่อเนื่องอีก 9.7% โดยเฉพาะสินค้าที่เน้นราคามากกว่าคุณภาพ อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด เสื้อผ้า ของตกแต่งบ้าน เป็นต้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ SMEs ที่เน้นตลาดในประเทศถึง 99% เผชิญการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวจึงเปรียบเสมือน “นาฬิกาปลุก” สำหรับ SMEs ไทยว่าถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดและรูปแบบการดำเนินธุรกิจ จากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การแข่งขันด้วยคุณภาพ นวัตกรรม และความแตกต่างของสินค้าและบริการ ขณะเดียวกันยังต้องเร่งขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศที่มีตลาดใหญ่กว่ามากขึ้น เพื่อช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไทยในระยะยาว
ท้ายที่สุดแล้ว การนำเข้าที่พุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อาจเป็นเพียงปรากฏการณ์ระยะสั้น และอาจไม่ใช่ “จุดตาย” ของเศรษฐกิจไทย หากการนำเข้ารอบนี้สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่การลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับผลิตภาพ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ในอนาคต

