ระยะสั้น-ระยะยาว
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เผยข้อมูลการใช้สิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)” ณ วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. มีประชาชนได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 26,040,623 ราย ร้านค้าเข้าร่วมโครงการมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการแล้วรวม 1,014,422 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 870,890 ร้าน และร้านค้าใหม่ 143,532 ร้าน
นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าใหม่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติอีก 3,600 ร้าน และร้านค้าที่อยู่ระหว่างการยอมรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ (T&C) จำนวน 108,453 ร้าน แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 106,337 ร้าน และร้านค้าใหม่ 2,116 ร้าน
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง แจ้งว่า สำหรับผลการใช้จ่ายภายใต้โครงการ พบว่ามียอดใช้จ่ายสะสมรวมแล้ว 19,958.80 ล้านบาท โดยเป็นวงเงินที่ภาครัฐร่วมสนับสนุน 11,596.59 ล้านบาท และเป็นเงินที่ประชาชนร่วมใช้จ่าย 8,362.21 ล้านบาท มีประชาชนใช้จ่ายผ่านโครงการสำเร็จแล้ว 23,530,010 ราย ส่วนร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงภายใต้โครงการมีจำนวน 953,861 ร้านค้า ทั้งนี้ มีผู้ใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาท จำนวน 755,619 ราย ฯลฯ
และเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาญัตติขอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 2 ญัตติของ นายปรเมษฐ์ จินา สส.สุราษฎร์ธานี พรรคกล้าธรรม และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน การอภิปรายระบุถึงความจำเป็นที่สภาต้องติดตามตรวจสอบเงินกู้ตามพระราชกำหนด ที่ใช้ช่วยเหลือประชาชน เงินกู้ที่จะใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และไม่ได้กำหนดแผนการหรือแผนดำเนินโครงการที่ชัดเจน หวังว่า การตั้งกรรมาธิการจะมีส่วนช่วยที่จะทำให้มองผลต่าง ๆ อย่างรอบด้าน
เพื่อให้ประชาชนคลายกังวลในการใช้งบประมาณ และมี สส. อภิปรายสนับสนุนว่า การช่วยเหลือประชาชนผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ห่วงการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด 2 แสนล้านบาท อาจมีผลต่อรัฐบาล หากเป็นผลประโยชน์ของนักการเมืองและนายทุน
สุดท้ายสภาเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามการใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน 25 คน แบ่งเป็นสัดส่วนคณะรัฐมนตรี 6 คน และ สส.19 คน กรอบระยะเวลาศึกษา 90 วัน
โครงการไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลใช้งบฯจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยวงเงินที่ใช้อยู่ที่ 1.76 แสนล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยฝ่ายค้านระบุว่า รัฐบาลต้องการใช้โครงการนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย ในภาพรวมไทยช่วยไทยพลัส บรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนในช่วงวิกฤตพลังงาน
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์หลายราย เตือนว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมีความจำเป็น แต่ก็ต้องมีมาตรการระยะยาวในเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเจตจำนงทางการเมืองที่พรรคการเมืองต้องผลักดัน
ถ้าไทยไม่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้รองรับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นมากมาย โอกาสที่เศรษฐกิจจะเติบโตโดยพึ่งพาการกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว คงมีข้อจํากัดมาก

