หุ้นไทย พ.ย. ยังระทึก! บล.บัวหลวง เปิด 6 หุ้นปันผลเด็ด ชู ‘ICHI-TLI-OSP’ ยีลด์สูงสุด 7.6%

หุ้นไทย พ.ย. ยังระทึก! บล.บัวหลวง เปิด 6 หุ้นปันผลเด็ด ชู ‘ICHI-TLI-OSP’ ยีลด์สูงสุด 7.6%
ภาพประกอบข่าว

บล.บัวหลวง ประเมินหุ้นไทยเดือน พ.ย. ยังผันผวนสูง แม้มีโอกาสรีบาวด์ระยะสั้นบริเวณ 1,480-1,500 จุด แนะเน้นหุ้นปันผลและธุรกิจกำไรแกร่ง ชู ICHI, TLI, OSP, CPN, BDMS และ TRUE ให้ผลตอบแทนปันผลคาดการณ์ปี 2570 สูงสุด 7.6% พร้อมคัดหุ้นกำไรเด่นและหุ้นรับอานิสงส์ Data Center

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเดือน พ.ย. 2569 ยังเผชิญความผันผวนสูง โดยเฉพาะช่วงต้นเดือน จากปัจจัยเศรษฐกิจสหรัฐ การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ และความเสี่ยงด้านสงคราม แม้ภาวะขายมากเกินไป (Oversold) อาจเปิดโอกาสให้ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ฟื้นตัวระยะสั้นบริเวณ 1,480-1,500 จุด แต่ยังไม่ใช่จังหวะเพิ่มความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุนทั้งหมด

ดังนั้น กลยุทธ์ลงทุนเดือน พ.ย. จึงแนะนำให้เน้นหุ้นปันผลและธุรกิจที่สามารถรักษากำไรท่ามกลางความผันผวน ควบคู่กับหุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3-4/2569 โดดเด่น และหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว โดยแบ่งหุ้นแนะนำออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

1กลุ่มหุ้นปันผลและหุ้นเชิงรับ จำนวน 6 บริษัท ประกอบด้วย ICHI คาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ปี 2570 ที่ 7.6%, TLI ที่ 5.8%, OSP ที่ 5.2% ส่วน CPN, BDMS และ TRUE คาดที่ 4.2% เท่ากัน โดยมีโอกาสได้รับประโยชน์จากกระแสเงินปันผลและความคืบหน้าของโครงการบัญชีการลงทุนส่วนบุคคล (TISA) ในปีหน้า

2.กลุ่มหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรโดดเด่นในไตรมาส 3–4/2569 ได้แก่ AWC และ CRC

3.กลุ่มหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ได้แก่ GULF และ EGCO ซึ่งเป็นหุ้นที่ยังไม่มีคำแนะนำการลงทุน (Non-rated) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความคืบหน้าร่างหลักเกณฑ์เกี่ยวกับธุรกิจ Data Center

สำหรับเหตุผลที่ให้น้ำหนักกับหุ้นปันผล เนื่องจากภาพรวมตลาดหุ้นไทยเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา สะท้อนการหมุนเวียนเงินลงทุนระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน แม้ดัชนี SET ปรับตัวลดลง 2.6% จากเดือนก่อนหน้า แต่ดัชนีหุ้นปันผลสูง (SETHD) กลับปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.7% โดยมีเงินลงทุนไหลเข้าสู่กลุ่มพลังงาน โรงไฟฟ้า ธนาคาร ค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และหุ้นปันผล

ขณะที่แรงขายส่วนใหญ่กระจุกตัวในหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และโรงกลั่น โดยเฉพาะ DELTA ซึ่งกดดันดัชนีประมาณ 30 จุด จากการปรับตัวลดลงทั้งหมด 41 จุด สะท้อนว่าการเลือกลงทุนเป็นรายกลุ่มและรายบริษัทยังสามารถสร้างโอกาสได้ แม้ตลาดโดยรวมอ่อนตัว

ด้านกระแสเงินทุนต่างชาติ เดือน ต.ค.มียอดขายสุทธิประมาณ 6,600 ล้านบาท แต่ตั้งแต่ต้นปียังคงมียอดซื้อสุทธิประมาณ 18,000 ล้านบาท โดยแรงขายล่าสุดกระจุกตัวในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ยังมีแรงซื้อในหุ้น PTTEP, CRC, CPN, TRUE, BDMS และ GULF

นอกจากนี้ ประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนในเดือนต.ค.ยังถูกปรับเพิ่มขึ้น 1.3% จากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้น 18.1% จากต้นปี โดยหุ้นที่ได้รับการปรับประมาณการกำไรขึ้น ได้แก่ SCC, BGRIM, EGCO, GULF, PTTEP, BJC, COM7, TRUE, ICHI และ OSP จึงยังไม่พบสัญญาณว่าการปรับฐานของตลาดเกิดจากแนวโน้มกำไรโดยรวมที่แย่ลง

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังมีความเสี่ยง ได้แก่ หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ หลังผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐ (Big Tech) ทำให้ตลาดกังวลเกี่ยวกับภาระการลงทุนและกระแสเงินสด ขณะที่ DELTA มีผลประกอบการต่ำกว่าคาดจากการตั้งสำรองสินค้าคงเหลือ ประกอบกับแผนสร้างฐานการผลิตของบริษัทแม่ในมาเลเซีย ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการจัดสรรคำสั่งซื้อในอนาคต

ส่วนกลุ่มโรงกลั่นได้รับแรงกดดันจากประเด็นการปรับโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่น โดยประเมินว่าอาจกระทบกำไรปี 2570 ของ IRPC ประมาณ 24%, SPRC 16%, BCP 12%, TOP 10% และ PTTGC 8%

ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มธนาคารเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ในไตรมาส 3/2569 ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี สะท้อนว่าแรงกดดันจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงอาจผ่านจุดเลวร้ายที่สุดแล้ว

ทั้งนี้ หาก กนง.ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในช่วงปลายปี 2570 คาดว่าจะช่วยเพิ่มกำไรกลุ่มธนาคารประมาณ 3–4% ส่วนกลุ่มค้าปลีก เครื่องดื่ม ห้างสรรพสินค้า และโรงพยาบาล ยังได้เปรียบจากฐานลูกค้าที่มีกำลังซื้อและความสามารถรักษาอัตรากำไรได้ดีกว่า ท่ามกลางการฟื้นตัวของกำลังซื้อที่ยังไม่ทั่วถึง

อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่ต้องติดตามเพิ่มเติมในเดือน พ.ย. ได้แก่ ความชัดเจนของหลักเกณฑ์ Data Center ที่เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตัวเลขเงินเฟ้อไทย ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 3/2569 และแนวโน้มไตรมาส 4/2569 รวมถึงตัวเลขภาคการผลิตและการจ้างงานสหรัฐ

ขณะที่เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/2569 มีโอกาสได้รับปัจจัยบวก หากมีการปรับข้อมูลภาคการผลิตให้สะท้อนอุตสาหกรรมใหม่มากขึ้น ประกอบกับภาคการท่องเที่ยวกำลังเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) โดยให้น้ำหนักกับนักท่องเที่ยวระยะไกลที่มีการใช้จ่ายต่อคนสูง มากกว่าการพิจารณาเพียงจำนวนนักท่องเที่ยว

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚