ปริศนา “สุภาพร พิมพงษ์” เขย่าตลาดทุนไทย สั่นคลอนหน่วยงานกำกับ จับตา ก.ล.ต. ตรวจเชิงลึก

ปริศนา “สุภาพร พิมพงษ์” เขย่าตลาดทุนไทย สั่นคลอนหน่วยงานกำกับ จับตา ก.ล.ต. ตรวจเชิงลึก
ภาพประกอบข่าว

ยังคงเป็นปริศนา สำหรับธุรกรรมของผู้หญิงที่ชื่อ “สุภาพร พิมพงษ์” ที่ปรากฏชื่อเป็นผู้ยื่นแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) หลักทรัพย์หลายบริษัท รวมแล้ว 6 หลักทรัพย์ ซึ่งเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมาเมื่อมีการแจ้งการได้มาซึ่งหุ้นของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE กว่า 3,500 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 7.09% มูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี “สุภาพร พิมพงษ์” ยังปรากฏชื่อยื่นรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (แบบ 59) ซึ่งระบุว่ามีบุคคลรายหนึ่งในตำแหน่งผู้บริหารชั่วคราว แจ้งการได้มาซึ่งหุ้นสามัญของบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR จำนวน 41,132,700 หุ้น โดยระบุวันที่ทำรายการเป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2551

ต่อมาเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 บุคคลดังกล่าวได้ยื่นแบบ 246-2 ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยระบุการได้มาซึ่งหุ้นของบริษัท ประกอบด้วยหุ้นสามัญประมาณร้อยละ 0.3776 และหุ้นบุริมสิทธิประมาณร้อยละ 4.6400 ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นภายหลังการได้มาคิดเป็นประมาณร้อยละ 9.9906 ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทนั้น

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า สาวปริศนารายนี้ ยังเคยยื่นแบบ 246-2 การถือครองหุ้นบริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ GJS, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL, บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK รวมถึงมีรายงานกรณีหุ้น TRUE เมื่อปี 2568 อีกกรณีหนึ่งด้วย

โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ TRUE และ MAJOR ออกมาปฏิเสธธุรกรรมดังกล่าว ทำให้คำถามพุ่งไปยังสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อไขปริศนาดังกล่าว

ล่าสุด นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวเมื่อถูกถามเรื่องนี้ว่า “เรื่องดังกล่าวต้องไปถาม ก.ล.ต. ผมไม่อยากพูดเรื่องนี้”

ขณะที่ทางสำนักงาน ก.ล.ต. ออกข่าวชี้แจงว่า อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบเชิงลึกในข้อเท็จจริงทั้งหมดของผู้รายงาน โดยที่ผ่านมาได้สอบทานกับผู้รายงาน ซึ่งได้รับการยืนยันจากผู้รายงานว่า เป็นผู้รายงานข้อมูลเข้ามาในระบบรายงาน 246-2

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบข้อสงสัยถึงความไม่สอดคล้องของข้อมูลที่รายงานหลายประการ จากข้อมูลการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ จำนวน 7 รายงาน รวม 6 หลักทรัพย์ ของผู้รายงานรายดังกล่าว ที่เข้ามาในระบบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นการได้มาของหลักทรัพย์ที่ต่างเวลากันตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา (และเพิ่งมีการรายงานใน 2 วันข้างต้น) การรายงานเป็นการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ด้วยตนเองในอดีตและไม่ปรากฏรายงานการจำหน่ายหลักทรัพย์

ซึ่งจากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. ใน 5 หลักทรัพย์ ที่ไม่พบชื่อผู้รายงานในวันปิดสมุดทะเบียนในช่วงภายหลังของการได้มา (อยู่ระหว่างการตรวจสอบ 1 หลักทรัพย์) รวมถึงการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์บางประเภทที่ผู้ออกหลักทรัพย์ไม่เคยออกหลักทรัพย์ดังกล่าว อีกทั้งการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์บางหลักทรัพย์ที่อาจมีสัดส่วนไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่บริษัทจดทะเบียนเปิดเผย

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้ตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ผู้รายงานรายดังกล่าวมีการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ตามมาตรา 59 โดยที่ไม่ได้เป็นกรรมการหรือผู้บริหารหรือบุคคลที่มีหน้าที่รายงานตามมาตราดังกล่าว ก.ล.ต. จึงได้ดำเนินการนำข้อมูลการรายงานตามมาตรา 59 ออกจากระบบ

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้มีการเปลี่ยนสถานะของเครื่องหมายเพื่อเตือนผู้ลงทุนเกี่ยวกับข้อมูลรายงานแบบ 246-2 ดังกล่าว โดยได้เพิ่มข้อความ “อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง” เพื่อความชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนในการใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจด้วย

ทาง ก.ล.ต. ยืนยันว่า ในกรณีที่พบว่า มีการรายงานข้อมูลไม่ถูกต้องหรือเป็นเท็จ ก.ล.ต. พร้อมดำเนินการตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ต่อไป โดยหากเป็นผู้ที่ไม่มีหน้าที่รายงานแต่มีเจตนารายงานเข้ามาที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือข้อความที่ก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญ หรือปกปิดข้อความจริง จะมีความผิดตามมาตรา 302/1 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท

รวมถึงหากพบความผิดตามกฎหมายอื่น เช่น การกระทำความผิดเกี่ยวกับการนำเข้าข้อมูลสู่ระบบตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ก.ล.ต. จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไป

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า ได้กำชับเลขาธิการ ก.ล.ต. ให้เร่งตรวจสอบ กรณีดังกล่าวด้วยความโปร่งใส เพราะเป็นเรื่องที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และกระทบต่อการทำหน้าที่ของ ก.ล.ต.

หลังจากนี้ คงต้องรอผลการ “ตรวจสอบเชิงลึก” ของ ก.ล.ต. ว่าจะออกมาในทางใด แต่ที่แน่ ๆ กรณีนี้ไม่เป็น “ภาพบวก” กับตลาดทุนไทยอย่างแน่นอน

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚