ธ.ก.ส.ปรับเกมสินเชื่อ ชู ‘ดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ ช่วยเกษตรกรแก้ ‘ปุ๋ยขาด/แพง’

ธ.ก.ส.ปรับเกมสินเชื่อ ชู ‘ดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ ช่วยเกษตรกรแก้ ‘ปุ๋ยขาด/แพง’
ภาพประกอบข่าว

สงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบไปทั่วทุกหย่อมย่าน ไม่เว้นแม้แต่เกษตรกรในประเทศไทย โดยผลกระทบที่เกษตรกรได้รับเต็ม ๆ ก็คือ “ปุ๋ยขาดแคลน-ปุ๋ยราคาแพง” ซึ่งแน่นอนว่าจะกระทบต่อการผลิต ยังไม่รวมผลกระทบในแง่ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะการปลูกข้าวนาปี ที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าผลผลิตจะลดลง 21%

ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบดังกล่าว ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะดำเนินโครงการสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” วงเงิน 30,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติไปเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2569 เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร

โดย “ฉัตรชัย ศิริไล” ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ทางธนาคารกำลังเตรียมนำเรื่องดังกล่าวเสนอให้คณะกรรมการ (บอร์ด) ธ.ก.ส.อนุมัติดำเนินการภายในวันที่ 30 เม.ย.นี้ หลังจากนั้นก็จะสามารถดำเนินการได้ทันที ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้ คือ “ลดภาระดอกเบี้ย-แก้ปัญหาปุ๋ยขาดแคลน และใช้ปุ๋ยตรงกับคุณภาพดิน” ถือเป็นการผลักดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการทำเกษตรแม่นยำ เพื่อยกระดับการทำเกษตรรายย่อย

“เงื่อนไขสำคัญของโครงการนี้ คือ เกษตรกรต้องได้รับการอบรม หรือรีสกิล หรือเปลี่ยนทักษะ ซึ่งหลักสูตรเป็นไปตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และ ธ.ก.ส.ร่วมกันกำหนด และเกษตรกรก็อาจจะเคยผ่านหลักสูตรกันมาบ้างแล้ว ขณะที่ประเด็นเรื่องปุ๋ย คือ จะเป็นการแก้ปัญหาปุ๋ยขาดแคลน และราคาปุ๋ยที่จะปรับขึ้นไป”ฉัตรชัย ศิริไล

โดยการแก้ปัญหาเกี่ยวกับปุ๋ยนั้น จะมีการสั่ง “แม่ปุ๋ย NPK” เข้ามา ซึ่งจะนำมาผสม ผ่านกระบวนการของสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.) โดยการผสมนั้น แต่ละภูมิภาคก็จะแตกต่างกันไป ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะเข้ามาดู วิเคราะห์ดินในแต่ละพื้นที่ว่าต้องการใช้ปุ๋ยอะไร หรือเรียกได้ว่า เป็นปุ๋ยสั่งตัด เพื่อให้เหมาะกับพื้นที่และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

นอกจากนี้ ยังมีการแก้ปัญหาเรื่องเมล็ดพันธุ์ ที่ทางกระทรวงเกษตรฯ และ ธ.ก.ส.จะเป็นผู้รับรอง ว่าจะใช้เมล็ดพันธุ์ใดที่จะเหมาะกับปุ๋ย สภาพดิน และพื้นที่

“สุดท้าย โครงการนี้จะเป็นการปรับในเรื่องวินัยด้วย เพราะดอกเบี้ยตัวนี้ถูก เกษตรกรขายผลผลิตจะต้องไม่รับชำระเป็นเงินสด แต่ให้มีการโอนเงิน และต้องยินยอมให้ทาง ธ.ก.ส.หักชำระเงินงวด ซึ่งเกษตรกรก็จะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ 3% แทนที่จะเป็น 6% กว่า เพราะปกติโครงการแบบนี้ดอกเบี้ยจะเริ่มที่ MRR จะอยู่ที่ 6% กว่า”

“ฉัตรชัย” กล่าวว่า สินเชื่อในโครงการนี้จะให้เกษตรกรกู้รายละไม่เกิน 100,000 บาทต่อ 1 ฤดูกาลเพาะปลูก เกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยแค่ 3% รัฐจ่าย 3% แล้วก็ ธ.ก.ส.รับภาระอีกส่วนประมาณ 0.4-0.5% เพราะปกติดอกเบี้ยจะ 6% กว่า

ทั้งนี้ โครงการนี้เป็นการปรับวงเงินที่เหลือจากโครงการชุมชนสร้างไทย ที่เคยผ่านมติ ครม.มาตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2568 โดยดึงวงเงินตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ บางส่วนมาใช้ ซึ่งสามารถคำนวณเป็นวงเงินสินเชื่อได้ปีละ 30,000 ล้านบาท เป็นเวลา 3 ปี ทำให้ไม่ไปกระทบต่อวงเงินตามเพดานวงเงินตามมาตรา 28

ขณะที่ในมุมของความเสี่ยงที่จะเป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น “ผู้จัดการ ธ.ก.ส.” กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า ธ.ก.ส.มีความเปราะบางอยู่แล้ว เพราะต้องเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งภัยธรรมชาติ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และอื่น ๆ โดยปัจจุบันธนาคารต้องตั้งสำรองหนี้สูงกว่า 400% จากเอ็นพีแอล ณ สิ้นปีบัญชี 2568/69 (เม.ย. 68-มี.ค. 69) ที่อยู่ที่ประมาณ 6.8% มากกว่าที่ตั้งเป้าไว้ที่ 5.23% แต่ถือว่าเป็นระดับที่แบงก์รองรับได้อยู่

“ธ.ก.ส.เรามี 2 บทบาท คือ เป็นกลไกของรัฐในมิติของการดำเนินนโยบายรัฐ และมิติการอยู่ใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งมิติการเป็นกลไกของรัฐ เราก็ทำทุกอย่าง ช่วยจนสุดมือ ส่วนมิติของความเป็นแบงก์นั้น ก็ต้องดูว่า Ratio ต่าง ๆ ภาระการสำรองเอ็นพีแอล การจัดชั้นหนี้ ทำได้ตามเกณฑ์ ธปท.หรือไม่ ซึ่งทุกวันนี้ยังได้อยู่ แต่สถานการณ์ทำให้หนี้เสียขึ้น ก็ต้องตั้งสำรองเพิ่ม โดยวันนี้เราสำรองอยู่กว่า 400%”

สำหรับในปีบัญชี 2569/70 (เม.ย. 69-มี.ค. 70) “ผู้จัดการ ธ.ก.ส.” กล่าวว่า ตั้งเป้าว่าสินเชื่อใหม่จะเพิ่มประมาณ 30,000 ล้านบาท โดยในขณะที่ ธ.ก.ส.ต้องพยายามสร้างสมดุล รับมือกับความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ดังนั้นการจะเพิ่มสินเชื่อ ก็ต้องพยายามไปเพิ่มในส่วนสินเชื่อนอกภาคเกษตร เพื่อให้มีรายได้มาดูแลการปล่อยสินเชื่อในภาคเกษตรที่มีสัดส่วนถึง 80%

“ตอนนี้สินเชื่อนอกภาคเกษตรเราปล่อยไปประมาณ 14% ของพอร์ตทั้งหมด 1.7 ล้านล้านบาท ยังเหลืออยู่ 6-7% ซึ่งภายใต้โปรดักต์ที่ออก อย่างสินเชื่อเกษตรวิวัฒน์ จะรองรับคนเกษียณที่จะกลับไปทำการเกษตร คือ เป็นการหาลูกค้าใหม่เข้ามาในภาคเกษตร ทั้งนี้ การเติบโตของสินเชื่อในปีบัญชีใหม่ ก็จะแบ่งเป็นในภาคเกษตร 15,000 ล้านบาท นอกภาคเกษตร 15,000 ล้านบาท” ผู้จัดการ ธ.ก.ส.กล่าว

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚