เอสซีจี โชว์ฟอร์มครึ่งปีแรก 2569 EBITDA แกร่งขึ้น 35% ชูสินค้า HVA ดันทุกธุรกิจโต-เคาะปันผล 3.5 บาท
แม้ไตรมาส 2 ของปี 2569 จะต้องเผชิญมรสุมความผันผวนรอบทิศ ทั้งชนวนความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น และกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัว แต่วิธีรับมือแบบวันต่อวันและการตัดสินใจที่เด็ดขาด ได้ช่วยหนุนให้ ‘เอสซีจี’ หรือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ทำผลประกอบการครึ่งปีแรกเติบโตแข็งแกร่ง ด้วย Adjusted Cash EBITDA 42,913 ล้านบาท พุ่งขึ้นถึง 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
เบื้องหลังตัวเลขที่ปรับดีขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจ มาจากการสปีดแผนแก้เกมทั้งสั้นและยาว การเร่งเสริมกล้ามเนื้อและความแข็งแกร่งขององค์กร ควบคู่การรุกหนักในสินค้ากลุ่มมูลค่าสูง (HVA) ครอบคลุมเคมิคอลส์ ซีเมนต์-วัสดุก่อสร้าง SCG Decor ไปจนถึง SCGP ที่พลิกฟื้นธุรกิจในอินโดนีเซียสำเร็จ ดันกระแสเงินสดในมือพุ่งแตะ 76,775 ล้านบาท พร้อมเคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล 3.5 บาท/หุ้น
งัดยุทธศาสตร์เสริมแกร่งองค์กร ปั๊มยอดขายครึ่งปีแรกทะลุ 2.59 แสนล้าน
ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยถึงภาพรวมผลการดำเนินงานว่า เอสซีจียังคงเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่ง คล่องตัว และแข่งขันได้ในโลกผันผวน ส่งผลให้ผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2569 มีความแข็งแกร่งขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยมีรายได้จากการขายรวม 259,570 ล้านบาท กำไรสำหรับงวด 17,758 ล้านบาท (หากไม่รวมรายการพิเศษซึ่งส่วนใหญ่เป็นการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ จะมีกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 12,649 ล้านบาท)
ขณะที่ Adjusted Cash EBITDA (กระแสเงินสดที่ไม่รวมการปรับปรุงมูลค่าสินค้าคงเหลือ การด้อยค่า และรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำของธุรกิจที่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด) เพิ่มขึ้น 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 42,913 ล้านบาท โดยผลการดำเนินงานเฉพาะไตรมาส 2 ปี 2569 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 136,243 ล้านบาท กำไรสำหรับงวด 11,535 ล้านบาท (หากไม่รวมรายการพิเศษ จะอยู่ที่ 10,833 ล้านบาท) และมี Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 27,984 ล้านบาท

ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี
ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลมาจากการดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกทั้ง ‘ระยะเร่งด่วน’ และ ‘ระยะกลาง’ โดยระยะเร่งด่วนเน้นการปรับตัวอย่างรวดเร็วแบบวันต่อวันและสัปดาห์ต่อสัปดาห์ เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ความไม่แน่นอนระดับโลก ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนแผนทรานส์ฟอร์มองค์กรระยะ 2 ปี เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อและความแข็งแกร่งขององค์กรอย่างยั่งยืน
“ถ้าดูสถานการณ์ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ก็ต้องยอมรับว่าเป็นไตรมาสที่วุ่นวายพอสมควร การที่เราปรับตัวรายวัน การบริหารจัดการ การตัดสินใจที่มองไปข้างหน้าแล้วตัดสินใจรวดเร็วเด็ดขาด ทำให้เราสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ที่ผันผวนมากๆ ได้ นอกจากการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นที่เปลี่ยนไปตามรายวันแล้ว อีกทางหนึ่งคือการเสริมสร้างความแข็งแกร่งขององค์กร เพื่อทำให้เรากลับมาเข้มแข็ง”
SCGC กวาดกำไรครึ่งปีแรก 5.8 พันล้าน ปรับพอร์ต HVA ฝ่าวิกฤตผันผวน
สำหรับรายละเอียดของแต่ละกลุ่มธุรกิจ เริ่มจาก ธุรกิจเคมิคอลส์ (SCGC) โดย ศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจีซี (SCGC) เปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินงานว่า บริษัทได้เน้นการบริหารต้นทุนและจัดหาวัตถุดิบ (Feedstock) จากแหล่งนอกช่องแคบฮอร์มุซ โดยจัดตั้ง Daily War Room เพื่อประเมินและตัดสินใจแบบวันต่อวัน มุ่งดูแลลูกค้าในประเทศไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลน ควบคู่ไปกับการเร่งปรับสัดส่วนการผลิตสู่สินค้ากลุ่มมูลค่าสูง (High Value Added – HVA) เพื่อรับมือความผันผวนในตะวันออกกลางได้ทันสถานการณ์
การปรับสัดส่วนการผลิตมุ่งเน้นสินค้า HVA ดังกล่าว ถือเป็นการแก้เกมที่ตรงจุด เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานจนโรงงานปิโตรเคมีหลายแห่งต้องลดกำลังการผลิต ซึ่งแม้จะสร้างความผันผวนด้านต้นทุน แต่ก็ทำให้อุปทานในตลาดลดลงและดันให้ราคาพอลิเอทิลีน (PE) และพอลิโพรพิลีน (PP) ปรับตัวสูงขึ้น ช่วยให้ SCGC สามารถปกป้องและรักษาอัตรากำไร (Margin) ไว้ได้ตามเป้าหมาย
ปัจจัยหนุนสำคัญอีกประการคือ ส่วนต่างราคาสินค้าปิโตรเคมีในตลาดโลกที่ปรับตัวดีขึ้น รายได้จากเงินปันผลรับที่เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนความสำเร็จตามแผนปรับโครงสร้างทางการเงิน ด้วยการจำหน่ายหุ้น CAP เพื่อนำเงินเกือบ 25,000 ล้านบาท เข้ามาช่วยลดภาระทางการเงินและเสริมสภาพคล่องให้กลุ่มธุรกิจ

ด้วยกลยุทธ์ดังกล่าว ร่วมกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงงาน และการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลืออย่างเหมาะสม ส่งผลให้ SCGC สามารถสร้างกำไรสำหรับงวดได้ 5,898 ล้านบาท และมี Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 15,600 ล้านบาท
“นอกเหนือจากการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งนอกช่องแคบฮอร์มุซแล้ว แม้เราจะเปิดเดินเครื่องผลิตเพียงโรงงานเดียว แต่เราได้หันมาเน้นสินค้ากลุ่มมูลค่าสูง (HVA) เป็นหลัก เนื่องจากเป็นสินค้าเฉพาะทางที่ต้องควบคุมด้วยสเปก ในช่วงที่อุปทานในตลาดตึงตัว ลูกค้าจึงมีทางเลือกน้อย การปรับพอร์ตลักษณะนี้จึงช่วยปกป้องอัตรากำไร (Margin) ของเราได้เป็นอย่างดี” ศักดิ์ชัย อธิบายถึงกลยุทธ์การปรับพอร์ตสินค้าเพื่อรักษากำไรในภาวะวิกฤต
ในมิติของห่วงโซ่อุปทานและการขนส่งระดับโลก แม้ SCGC จะสามารถปรับสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซลงจนเหลือ 0% โดยหันมาใช้เส้นทางทะเลแดง (Red Sea) แทนได้สำเร็จ แต่ก็ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายจากเหตุความไม่สงบระลอกใหม่ในทะเลแดง ที่ทำให้เรือบรรทุกวัตถุดิบต้องเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้นอีกราว 2 สัปดาห์ และการยืดเวลาขนส่งดังกล่าวส่งผลกระทบต่อรอบการป้อนวัตถุดิบ ทำให้บริษัทต้องปรับแผนการเดินเครื่องโรงงานอย่างระมัดระวังสูงสุด
“เราได้ปรับตัวจนลดการพึ่งพาเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซลงเหลือ 0% โดยเปลี่ยนมาซื้อและขนส่งผ่านทะเลแดงแทน แต่เมื่อเกิดเหตุโจมตีเรือขึ้น เรือบรรทุกวัตถุดิบทั้งหมดจึงต้องเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้นอีกราว 2 สัปดาห์ ส่งผลให้แผนการเดินเครื่องผลิตที่เราวางไว้ต้องเลื่อนออกไปทันที เนื่องจากวัตถุดิบ (Feedstock) เข้ามาไม่ทันตามกำหนด” ศักดิ์ชัย สะท้อนถึงความท้าทายจากปัจจัยภายนอกดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม จากข้อจำกัดด้านวัตถุดิบและการขนส่งดังกล่าว SCGC ได้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสสำหรับโครงการ Long Son Petrochemicals (LSP) ในประเทศเวียดนาม ซึ่งอยู่ระหว่างการหยุดเดินเครื่องชั่วคราว โดยอาศัยช่วงเวลานี้เร่งนำแผนบำรุงรักษาครั้งใหญ่ของปีหน้ามาดำเนินการล่วงหน้า

โรงงาน Long Son Petrochemicals (LSP) ในประเทศเวียดนาม
ควบคู่ไปกับการเร่งเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทน (Ethane Enhancement Project) เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงต้นทุนในระยะยาว ซึ่งล่าสุดการก่อสร้างถังเก็บก๊าซอีเทนมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 60% และพร้อมเปิดดำเนินการได้ตามแผนงานที่วางไว้ในช่วงปลายปี 2570
นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานที่สำคัญในครึ่งปีแรก 2569 SCGC ยังได้บรรลุความสำเร็จตามแผนปรับโครงสร้างทางการเงิน ด้วยการจำหน่ายหุ้นสัดส่วน 14.86% ใน PT Chandra Asri Pacific Tbk. (CAP) ประเทศอินโดนีเซีย คิดเป็นมูลค่าธุรกรรมราว 24,900 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปช่วยลดภาระทางการเงินของกลุ่มธุรกิจ และจัดสรรเป็นทุนสำหรับการลงทุนในโครงการก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP เวียดนาม ส่วนการศึกษาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยระหว่าง GC และ SCGC ก็ยังคงดำเนินต่อไป และคาดว่าจะสามารถแจ้งความคืบหน้าอย่างเป็นทางการได้ในไตรมาส 3 ปี 2569

ถังเก็บก๊าซอีเทน สำหรับโครงการเพิ่มวัตถุดิบ
ซีเมนต์-วัสดุก่อสร้าง โกยกำไร 5.7 พันล้าน ยุบรวม 3 ธุรกิจลดต้นทุน ชูปูนคาร์บอนต่ำสู้ตลาด
ขณะที่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์ วัสดุก่อสร้างและตกแต่ง โดย วิโรจน์ รัตนชัยสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่สายงานพาณิชย์ เอสซีจี ซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (SCG Cement-Building Materials) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรก 2569 ว่า สามารถบริหารจัดการต้นทุนและตอบสนองความต้องการของลูกค้าในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 5,790 ล้านบาท และมี Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 11,407 ล้านบาท
ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลมาจากการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ด้วยการรวม 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์, เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และ เอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล ไว้ภายใต้กลุ่มธุรกิจเดียวกัน ซึ่งการปรับโครงสร้างนี้มุ่งยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อเพิ่มโอกาสการขายและยกระดับประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ ทำให้สามารถต่อยอดจากฐานลูกค้าคอนกรีตผสมเสร็จไปสู่สินค้าและบริการอื่นๆ ส่งผลให้อัตราการขายข้ามกลุ่มสินค้า (Cross-selling) เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน พร้อมขยายเครือข่ายร้านค้าช่วงเพิ่มขึ้นกว่า 200 ร้าน
อย่างไรก็ดี การรวมโครงสร้างยังช่วยลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท ภายในปีนี้
“เดิมเรามี 3 ธุรกิจ คือ ซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง และการจัดจำหน่าย เหมือนมี 3 บ้าน อุปกรณ์ข้าวของก็ต้องมีสามชุด แต่วันที่เรามารวมเป็นบ้านเดียวกัน เราใช้ทรัพยากรและงบประมาณร่วมกันได้อย่างคุ้มค่า ลดงานที่ซ้ำซ้อนและลดค่าใช้จ่ายลงได้ทันที และหัวใจสำคัญที่สุดของการรวมกัน คือทำให้เราโฟกัสไปที่ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ตอบโจทย์ลูกค้าทั้ง B2B และ B2C ได้รวดเร็ว และแข่งขันในตลาดได้อย่างแข็งแกร่งขึ้น” วิโรจน์ กล่าวถึงแนวคิดการปรับโครงสร้างรวม 3 ธุรกิจหลัก

ด้านการบริหารพอร์ตสินค้า ธุรกิจได้เร่งรุกตลาดด้วยสินค้าคุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้และคุ้มค่า (Smart Value Products: SVP) เช่น ปูนซีเมนต์คิวแม็กซ์ (Q-MAXX) ผ่านกลยุทธ์การตลาดรายพื้นที่และเครือข่ายร้านค้าพันธมิตร เพื่อรองรับภาวะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอตัวลง
ควบคู่ไปกับการขยายสินค้ากลุ่มมูลค่าสูง (High Value Added: HVA) เช่น วัสดุตกแต่งกรุพื้นผิว ‘SCG DECAAR’ ที่มีดีไซน์และทางเลือกวัสดุหลากหลาย ทั้งไฟเบอร์ซีเมนต์ อะลูมิเนียม WPC และไวนิล เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการฟังก์ชันและความสวยงาม
“เมื่อกำลังซื้อของผู้บริโภคลดน้อยลง เราจึงต้องออกสินค้ากลุ่ม Smart Value Products ที่มีคุณภาพใกล้เคียงเดิมในราคาที่จับต้องได้ ขณะเดียวกันเราก็ไม่ทิ้งกลุ่ม High Value Added สำหรับลูกค้าที่ต้องการสินค้าดี สวยงาม และตอบโจทย์ฟังก์ชัน การบริหารพอร์ตสินค้าให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์เช่นนี้ ทำให้เราสามารถจับตลาดได้กว้างขึ้น เจาะกลุ่มลูกค้าได้หลากหลายขึ้น และช่วยผลักดันให้ยอดขายเติบโต” วิโรจน์ อธิบายถึงกลยุทธ์การบริหารพอร์ตสินค้าเพื่อตอบโจทย์ทุกกลุ่มผู้บริโภค
ด้านแนวทางความยั่งยืนและการขยายตลาดต่างประเทศ บริษัทยังคงเดินหน้าผลักดัน ‘ปูนเอสซีจีคาร์บอนต่ำ’ (Low Carbon Cement) ซึ่งปัจจุบันสามารถเข้าถึงและครองสัดส่วนในตลาดประเทศไทยได้มากกว่า 80% แล้ว ทั้งยังได้ยกระดับฐานการผลิตในประเทศเวียดนาม โดยนำเทคโนโลยีจากไทยไปพัฒนาเพื่อใช้เป็นฐานการผลิตและส่งออกปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำไปยังตลาดที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เช่น สหรัฐอเมริกา ทั้งในฮาวายและแถบชายฝั่งตะวันตก (West Coast)
รวมทั้งยังได้รุกขยายตลาดสู่ออสเตรเลียที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ผ่านการนำเสนอนวัตกรรมสินค้าเพื่อการอยู่อาศัยและงานก่อสร้าง ทั้งกลุ่มหลังคา ฝาฝ้า และฉนวนกันความร้อน ในงาน ‘Sydney Build Expo 2026’ เพื่อสร้างฐานการเติบโตใหม่ในระยะยาว
สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 3 ปี 2569 แม้ภาพรวมตลาดเอกชนและภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยอาจมีการชะลอตัวเล็กน้อยจากปริมาณที่อยู่อาศัยคงค้างในระบบ แต่ธุรกิจยังคงได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากโครงการก่อสร้างและงบประมาณของภาครัฐ
เนื่องจากในช่วงครึ่งปีแรกมีการเบิกจ่ายไปเพียง 50-60% ทำให้ยังมีงบประมาณอีกเกือบ 50% ที่จะเร่งอัดฉีดเข้าสู่ระบบในช่วงไตรมาส 3 ทางด้านตลาดในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซีย ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีจากการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องของภาครัฐ
“แม้ภาคเอกชนในประเทศจะชะลอตัว แต่ภาครัฐยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ซึ่งงบประมาณปี 2569 ยังเหลืออยู่อีกเกือบ 50% ที่จะต้องใช้ในไตรมาส 3 นี้ ทีมงานเราจึงเร่งทำบ้านอย่างเต็มที่เพื่อเข้าไปแย่งชิงส่วนแบ่งในกลุ่มลูกค้าภาครัฐที่มีโอกาส ขณะเดียวกันในอาเซียน ทั้งเวียดนามและอินโดนีเซีย ก็ยังมีการเติบโตที่ดีจากการสนับสนุนงานโครงสร้างพื้นฐาน” วิโรจน์ กล่าวถึงทิศทางตลาดและโอกาสในการเติบโตช่วงครึ่งปีหลัง
SCG Decor ขยายฐานเวียดนาม ผนึกจีนตั้งโรงงาน Smart Toilet
ส่วน เอสซีจี เดคคอร์ (SCG Decor) สามารถทำ Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 1,378 ล้านบาท จากการเติบโตของรายได้ในต่างประเทศโดยเฉพาะเวียดนาม ตลอดจนการบริหารจัดการการเงิน ต้นทุนพลังงาน และสินค้าคงเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้เดินหน้าโครงการเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนที่ PRIME เวียดนาม เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าเมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ในปี 2570 จะมีกำลังการผลิตคิดเป็น 40% ของกำลังการผลิตรวม
นอกจากนี้ ยังได้รวมศูนย์การผลิตในประเทศไทย พร้อมติดตั้งสายการผลิตใหม่ด้วยระบบอัตโนมัติ (Automation) ในไตรมาส 3 ปี 2570 ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลงได้สูงสุดถึง 20% รวมทั้งจับมือกับพันธมิตรผู้ผลิตชิ้นส่วนสุขภัณฑ์ชั้นนำจากประเทศจีน ร่วมกันตั้งโรงงานผลิตสุขภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Toilet) ในประเทศไทย ด้วยกำลังการผลิต 96,000 ชิ้นต่อปี เพื่อปรับตัวรับมือกับปัญหาสินค้าจีนทะลักเข้ามาในภูมิภาค และสร้างขีดความสามารถการแข่งขันในระดับอาเซียน
“เรื่องสินค้าจีนที่เข้ามา เราไม่ได้มองเป็นอุปสรรค แต่มองเป็นโอกาส จึงจับมือกับพันธมิตรจีนร่วมกันตั้งโรงงานผลิต Smart Toilet ในไทย เพื่อสู้ศึกในตลาดอาเซียน ส่วนต่างประเทศอย่างเวียดนามเราก็ขยายกำลังผลิตเต็มที่ ควบคู่กับการนำระบบ Automation มาช่วยลดต้นทุนในไทย ทั้งหมดนี้คือการปรับตัวเพื่อให้ SCG Decor เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง” วิโรจน์ เผยยุทธศาสตร์เสริมแกร่งและขยายฐานผลิต SCG Decor
SCGP ลุย AI-หุ่นยนต์คุมต้นทุน ดันกำไรครึ่งปีแรก 3.8 พันล้าน
สำหรับ ธุรกิจแพคเกจจิ้ง (SCGP) ผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรก 2569 ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนทั้งในแง่ปริมาณการขาย (Volume) และราคา (Price) โดยสามารถทำกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 3,870 ล้านบาท และมี Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 10,472 ล้านบาท
ความสำเร็จดังกล่าวได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ฟื้นตัวขึ้นในไตรมาส 2 ปี 2569 และการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจและการบริโภคในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในเวียดนาม ตลอดจนการปรับตัวของราคาขายตามกลไกตลาด
ขณะเดียวกัน ยังเป็นผลมาจากการบูรณาการธุรกิจผ่านการเข้าซื้อกิจการบรรจุภัณฑ์กระดาษ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี รวมถึงการปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน ซึ่งส่งผลให้สามารถพลิกฟื้นธุรกิจในประเทศอินโดนีเซียจากที่เคยขาดทุน ให้กลับมาทำกำไรได้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายจากต้นทุนวัตถุดิบ ราคาพลังงาน และค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ SCGP ได้เร่งยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งรักษาความต่อเนื่องในห่วงโซ่อุปทานของลูกค้า โดยอาศัยความแข็งแกร่งของเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค และการนำเสนอโซลูชันบรรจุภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคแบบครบวงจร
ซึ่งผลการดำเนินงานที่สำคัญในครึ่งปีแรก 2569 SCGP ได้เดินหน้ารุกขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์กระดาษในอาเซียน เพื่อรองรับโอกาสและความต้องการที่ขยายตัว โดยได้เพิ่มกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกในพื้นที่ตอนใต้ของประเทศเวียดนาม
ควบคู่ไปกับการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนานวัตกรรมร่วมกับพันธมิตร เช่น การร่วมมือกับ บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด (KAO) พัฒนาบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัวหลายชั้น (Flexible Packaging) ที่ผลิตจากวัสดุชนิดเดียว หรือ Mono-material ซึ่งช่วยให้สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ง่ายขึ้น ตอบโจทย์เป้าหมายด้าน ESG และสร้างคุณค่าร่วมกับลูกค้าในระยะยาว
ยิ่งไปกว่านั้น SCGP ยังได้นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ขับเคลื่อนองค์กร ทั้งปัญญาประดิษฐ์ (AI), Machine Learning และ Deep Learning เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต การบริหารต้นทุน การควบคุมคุณภาพ และการวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนการนำหุ่นยนต์ร่วมปฏิบัติงาน (Collaborative Robots: Cobots) เข้ามาช่วยในกระบวนการผลิตที่มีความซ้ำซ้อนและต้องการความต่อเนื่อง
เอสซีจี ปันผล 3.5 บาท/หุ้น โชว์เงินสดเฉียด 7.7 หมื่นล้าน
จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของกลุ่มธุรกิจต่างๆ ประกอบกับการรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด และการลงทุนในพลังงานสะอาดทั้ง Solar และ Biomass ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานและลดต้นทุนทางธุรกิจ ส่งผลให้ภาพรวมของเอสซีจีมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง
โดย ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 เอสซีจีมีเงินสดคงเหลือเพิ่มขึ้นเป็น 76,775 ล้านบาท และสามารถลดหนี้สินสุทธิลงได้ถึง 39,176 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงเหลือเพียง 3.7 เท่า จาก 5.0 เท่าในไตรมาสก่อน สะท้อนถึงเสถียรภาพทางการเงินที่มั่นคงอย่างมาก
จากผลประกอบการครึ่งปีแรกที่แข็งแกร่ง คณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ในอัตรา 3.5 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 4,200 ล้านบาท หรือคิดเป็น 24% ของกำไรสำหรับงวดครึ่งปีแรก 2569 เพื่อสร้างผลตอบแทนและดูแลผู้ถือหุ้นทุกคนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลดังกล่าว ได้กำหนดวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผล (XD) ในวันที่ 5 สิงหาคม 2569 กำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 และมีกำหนดจ่ายเงินปันผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ต่อไป

