เปิดวิสัยทัศน์ ‘ไพบูลย์ นลินทรางกูร’ ประธาน FETCO คนใหม่ ดึงดูดเงินทุน ตั้งเป้ายกระดับตลาดทุนไทยผงาดเวทีโลกใน 15 ปี

เปิดวิสัยทัศน์ ‘ไพบูลย์ นลินทรางกูร’ ประธาน FETCO คนใหม่ ดึงดูดเงินทุน ตั้งเป้ายกระดับตลาดทุนไทยผงาดเวทีโลกใน 15 ปี
ภาพประกอบข่าว

“ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธาน FETCO คนใหม่ ชูวิสัยทัศน์หนุนรัฐบาลพัฒนา-เพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจประเทศ กาง 5 ยุทธศาสตร์ดึงดูดเงินทุนไหลเข้า พร้อมตั้งเป้าระยะยาวยกระดับตลาดทุนไทยผงาดเวทีโลก เป็นตลาดทุนพัฒนาแล้ว ภายใน 15 ปี

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวในการแถลงวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การดำเนินงานของสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ภายใต้แนวคิด “พัฒนาตลาดทุนไทยสู่การเป็นตลาดทุนระดับโลก” ว่าตลาดทุนไทยมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยรัฐบาลมีโจทย์ใหญ่ของประเทศ คือ เพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจ ซึ่งต้องมีการลงทุนมหาศาล เพราะห่างเหินมานาน เพื่อให้สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP เพิ่มขึ้นเป็น 30% ใกล้เคียงกับระดับของเวียดนาม

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังต้องการให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD และ ต้องการผลักดันให้ไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ภายใน 12 ปี

ดังนั้น เมื่อโจทย์ของประเทศเป็นอย่างนี้ ในช่วงวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี จึงวางแผนการดำเนินงานของ FETCO ให้สอดคล้องกับทิศทางของประเทศ ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่เป็นแหล่งระดมทุนแล้ว ยังต้องเป็นแหล่งสร้างความมั่งคั่งให้กับประชาชนด้วย

ทั้งนี้ เป้าหมายระยะสั้น (2569-2571) ตั้งเป้าหมายให้ตลาดทุนไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น โดยมีสภาพคล่องระยะยาวและฐานนักลงทุนที่เข้มแข็ง มีกฎเกณฑ์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล มีผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ และมีระบบนิเวศตลาดทุนที่ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสนับสนุนการระดมทุนของภาครัฐและภาคเอกชนในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศ

นายไพบูลย์กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ 5 ด้าน เพื่อยกระดับตลาดทุนไทย เพื่อผลักดันเป้าหมายดังกล่าว สภาธุรกิจตลาดทุนไทยจะดำเนินงานภายใต้ ยุทธศาสตร์ 5 ด้าน ประกอบด้วย

  1. Demand Side: ขยายฐานผู้ลงทุน มุ่งสร้างฐานนักลงทุนระยะยาวของประเทศ ผ่านการส่งเสริมวัฒนธรรมการลงทุนด้วยโครงการ TISA ผลักดันการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ ดึงดูดเงินลงทุนระยะยาวจากกองทุนต่างชาติและผู้มีความมั่งคั่งสูง (Global HNW) ตลอดจนสร้างแรงจูงใจให้เงินลงทุนของคนไทยในต่างประเทศไหลกลับเข้าสู่ตลาดทุนไทย รวมถึงผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อขยายโอกาสการลงทุนของภาคเอกชน
  2. Supply Side: เพิ่มศักยภาพและความน่าสนใจของตลาดทุน พัฒนาผลิตภัณฑ์และกลไกการระดมทุนให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ ผ่านการเพิ่มสภาพคล่องของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนให้กิจการในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผลักดันสิทธิประโยชน์สำหรับบริษัทในโครงการ Jump+ เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนของ SMEs ขนาดใหญ่ และปรับปรุงกฎหมายเพื่อรองรับการระดมทุนของบริษัทเทคโนโลยี
  3. Ecosystem & Infrastructure: พัฒนาโครงสร้างตลาดทุนและลดอุปสรรค ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุน ผ่านการเชื่อมโยงตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล การพัฒนาระบบข้อมูลกลางด้านการลงทุน การจัดตั้ง SME Credit Scoring Agency และการปรับปรุงกฎหมายทรัสต์ เพื่อรองรับการบริหารและวางแผนทรัพย์สินในอนาคต
  4. Trust & Confidence: ยกระดับธรรมาภิบาลและความเชื่อมั่น ผลักดันการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การกำกับดูแลเชิงรุก การจัดตั้งศาลตลาดทุน การแก้ไขกฎหมายล้มละลาย และการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับการคุ้มครองผู้ลงทุน
  5. Investor Relations: ยกระดับการสื่อสารกับนักลงทุน ผลักดันการจัด Government Outbound Roadshow เพื่อประชาสัมพันธ์ตลาดทุนไทยสู่ผู้ลงทุนทั่วโลก จัดกิจกรรม “ตลาดทุนพบภาครัฐ” อย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างความเชื่อมั่น จัดทำและเผยแพร่ดัชนี FETCO Investor Confidence Index ทุกเดือน และร่วมให้ข้อมูลเศรษฐกิจและการลงทุนผ่านเวทีสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นายไพบูลย์กล่าวอีกว่า ขณะที่เป้าหมายระยะกลาง สภาธุรกิจตลาดทุนไทยตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น ผู้นำตลาดทุนในอาเซียน ภายในปี 2575 ทั้งด้านการระดมทุน สภาพคล่อง ฐานนักลงทุน และนวัตกรรมทางการเงิน เป็นตลาดทุนที่บริษัทคุณภาพในภูมิภาคเลือกเข้าจดทะเบียน สามารถดึงดูดเงินลงทุนระยะยาวจากทั่วโลก พร้อมเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง

สุดท้าย เป้าหมายระยะยาว สภาธุรกิจตลาดทุนไทยมุ่งหวังให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น ตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Market) ที่มีระบบนิเวศตลาดทุนเข้มแข็งและได้มาตรฐานโลก มีความลึกและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ มีสภาพคล่องที่มั่นคงและฐานนักลงทุนที่แข็งแกร่ง มีการเข้าถึงที่สะดวกและเป็นสากล พร้อมยึดมั่นในหลักความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และความยั่งยืน เพื่อเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในฐานะประเทศรายได้สูงอย่างยั่งยืน ภายในปี 2583 (Vision 2040)

“การมีตลาดทุนที่เข้มแข็งไม่ใช่เพียงเป้าหมายของภาคตลาดทุน หากแต่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพของประเทศ หากประเทศไทยต้องการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงและสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจโลก ตลาดทุนไทยจำเป็นต้องพัฒนาให้ทันสมัย โปร่งใส มีนวัตกรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ”

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚