ผู้ว่า ธปท. แจ้ง กรอ. เศรษฐกิจไทยผ่อนคลายทิศทางดีขึ้น ปรับ GDP ปีนี้ 2.3%

ผู้ว่า ธปท. แจ้ง กรอ. เศรษฐกิจไทยผ่อนคลายทิศทางดีขึ้น ปรับ GDP ปีนี้ 2.3%
ภาพประกอบข่าว

ผู้ว่าแบงก์ชาติ รายงาน กรอ. เศรษฐกิจไทยยืดหยุ่นกว่าคาด-ผ่อนคลายทิศทางดีขึ้น ปรับ GDP ปีนี้ 2.3% สูงสุดในตลาด

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ แบงก์ชาติ ได้รายงานต่อที่ประชุม กรอ. ให้ทราบถึงข้อมูลจากการติดตามของ ธปท. พบว่าเศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่หลายฝ่ายเคยประเมินไว้ และภาพรวมไม่ได้อ่อนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวลในช่วงก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ นับแต่เกิดการสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้หลายฝ่ายเคยกังวลว่าเศรษฐกิจไทยอาจได้รับผลกระทบหนักจากปัญหาด้านอุปทาน หรือ Supply Shock จนอาจทำให้ประมาณการ GDP ลดต่ำลง แต่สถานการณ์ล่าสุดผ่อนคลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นมาก ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการผลกระทบได้ดี ทั้งด้านการจัดหา การปรับตัวของภาคธุรกิจ และการประคองเศรษฐกิจในภาพรวม

“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 400,000 ล้านบาท มีส่วนช่วยประคองกำลังซื้อและแรงส่งทางเศรษฐกิจได้ดี ทำให้ประมาณการ GDP ปีนี้ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 2.3% ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุดในตลาด

และเป็นสัญญาณว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีความแข็งแรงกว่าที่เคยประเมินไว้ ส่วนตัวชี้วัดอื่นยังเป็นไปในทิศทางที่ดี โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อเดือนล่าสุดที่ออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้มาก ทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อระยะต่อไปมีโอกาสลดลงตามไปด้วย สะท้อนว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพ และมีพื้นที่ให้ภาครัฐขับเคลื่อนมาตรการเศรษฐกิจต่อเนื่อง” ผู้ว่าแบงก์ชาติระบุ

รายงานข่าวระบุอีกว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวกับภาคเอกชน และหน่วยงานเศรษฐกิจที่เข้าร่วมประชุม กรอ. ถึงการใช้ศักยภาพประเทศที่มีอยู่ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น เพราะจากการเดินทางไปพบภาคธุรกิจในหลายประเทศ นักลงทุนต่างชาติยังให้ความเชื่อมั่นประเทศไทยในระดับสูง

พร้อมกล่าวกับที่ประชุมว่า จากที่ได้นำคณะเดินทางไปหลายประเทศ สิ่งที่นักลงทุนต้องการให้ไทยเร่งปรับ ไม่ใช่เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เพราะไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว แต่คือความรวดเร็วในการอนุมัติ การลดขั้นตอน และการอำนวยความสะดวกแบบ One Stop Service รัฐบาลจึงเร่งตอบโจทย์เรื่อง Facilitation ผ่าน BOI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยขณะนี้มีนักลงทุนแสดงความสนใจเข้ามาลงทุนในไทยเกือบ 1 ล้านล้านบาท

นายกรัฐมนตรีชี้ว่า จุดแข็งสำคัญของไทย 3 ด้าน ที่ต้องผลักดันเป็นแม่เหล็กดึงการลงทุน คือ ความมั่นคงทางอาหาร หรือ Food Security ระบบโลจิสติกส์ และความแข็งแกร่งของบริษัทไทยที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเห็นว่าในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความไม่แน่นอน ประเทศที่เป็นแหล่งผลิตอาหารจะมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจสูงขึ้น ไทยจึงต้องยกระดับอาหารให้เป็นจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚