คลังสั่งสรรพสามิตพิจารณาเกณฑ์ MIT คำนวณอัตราภาษีจาก Local Content ยันไม่ได้เอาใจค่ายรถญี่ปุ่น
คลังสั่งสรรพสามิตพิจารณาเกณฑ์ MIT คำนวณอัตราภาษีจากการใช้ชิ้นส่วน Local Content ดันค่ายรถมาตั้งโรงงานในไทย ยันไม่ได้เอาใจค่ายรถญี่ปุ่น เผยมีค่ายรถเข้าหารือตั้งโรงงานแล้ว 2 แห่ง
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตกำลังพิจารณาหลักเกณฑ์ MIT (Made in Thailand) สำหรับชิ้นส่วนยานยนต์อีวี ซึ่งขณะนี้สรรพสามิตอยู่ระหว่างการหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และคาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะมีการหารือร่วมกันอีกครั้ง เพื่อสรุปรายละเอียดเกณฑ์ MIT
สำหรับบันได 3 ขั้น เรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์อีวี มีแผนดังนี้ คือ 1.ดึงการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาตั้งโรงงานในไทย ซึ่งปัจจุบันมีโรงงาน 8 แห่งแล้ว 2.การขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์อีวี จาก 10% เป็น 35% และ 3.ในอีก 3 ปีข้างหน้าที่จะปรับเปลี่ยนเป็นเกณฑ์ Local Content เพื่อคำนวณอัตราภาษี
นายลวรณกล่าวว่า เกณฑ์ MIT จะเป็นนโยบายการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การคำนวณ สัดส่วนชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ (Local Content) สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านเป็นฐานการผลิตและส่งออกอย่างแท้จริง ทั้งนี้ คาดว่าเกณฑ์ดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ได้ในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือช่วงปี 2573
“เกณฑ์ Local Content ใหม่ของกรมสรรพสามิต จะไม่เหมือนกับเกณฑ์ของกรมศุลกากร เนื่องจากเกณฑ์ของกรมศุลกากรจะเป็นไปตามเกณฑ์ WTO ซึ่งบังคับให้ใช้ Local Content 40% แต่รวมต้นทุนบัญชี ต้นทุนทางการเงิน หรือกำไรเข้าไปได้ ซึ่งโดยปกติต้นทุนนี้มีประมาณ 15% แล้ว และยังมีค่าน้ำและค่าไฟอีก 5% สะท้อนว่ายังไม่มีการใช้ Local Content จริง
ดังนั้น สรรพสามิตจึงจะมีวิธีคิดใหม่ โดยจะไม่นำต้นทุนบัญชีดังกล่าวและค่าน้ำค่าไฟเข้ามาคำนวณรวม แต่จะต้องเป็นการระบุชัดเจนเลยว่าใช้ Local Content ที่ชัดเจน เช่น รถคันนี้ใช้เบาะ ประตู กระจก ยางรถยนต์ ที่เป็น Local content จริง ๆ ส่วนสัดส่วนจะเป็นเท่าไรนั้น อยู่ระหว่างทำการบ้านอยู่” นายลวรณ กล่าว
นายลวรณกล่าวว่า เหตุที่ต้องให้เวลา 3 ปี คือเพื่อให้โรงงานหรือผู้ประกอบการได้ปรับตัว และช่วงนี้กรมสรรพสามิตก็ต้องไปพิจารณาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมว่าอัตรา Local Content จะต้องไม่ต่ำกว่ากี่เปอร์เซ็นต์ ผู้ที่ทำไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีตามอัตราใหม่
ทั้งนี้ ในอนาคตจะมีเกณฑ์การพิจารณาภาษีอีวีเพียงแค่ 3 เกณฑ์เท่านั้น ประกอบด้วย 1.มีการตั้งโรงงานและมีการใช้ Local Content ตามเกณฑ์ที่กำหนด เสีย 10% 2.มีการตั้งโรงงาน แต่ยังใช้สัดส่วน Local Content ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เสียภาษีระหว่าง 15-20% และ 3.ประเภทการนำเข้าทั้งคัน เสียภาษี 35%
“ยืนยันว่า การทำเรื่องนี้ ไม่ได้เอาใจญี่ปุ่นอย่างแน่นอน ไม่ได้รับแรงกดดันจากใคร แต่เป็นไปตามแผนที่วางไว้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน สำหรับหลักเกณฑ์นั้น หากผู้ประกอบการที่ตั้งโรงงานแล้วในปัจจุบันจะได้ภาษี 10% แต่หากในอนาคตไม่ได้ใช้ Local Content ตามเกณฑ์ใหม่ อาจจะต้องเสียภาษีในเรตกลาง ซึ่งอาจจะเป็น 15-20% ซึ่งสรรพสามิตอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่หากโรงงานที่ปัจจุบันได้ 10% และใช้ Local Content ตามเกณฑ์ ก็จะยังได้ภาษี 10% อยู่เช่นเดิม
ดังนั้นตัวเรตภาษีอีวีก็จะมี 3 เกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น ส่วนที่ไม่ได้ตั้งโรงงานก็จะเสียภาษีนำเข้า 35% ตามที่คณะรัฐมนตรีระบุ เพื่อเป็นการตอบโจทย์ที่ต้องการให้ไทยเป็นฮับอุตสาหกรรมยานยนต์อีวี” นายลวรณ กล่าว
นายลวรณกล่าวว่า ที่ผ่านมาพออัตราภาษียานยนต์อีวีอยู่ที่ 10% ทำให้โรงงานก็ไม่มาตั้ง อาจจะยอมเสียภาษี 10% ดีกว่า จึงมีการตั้งโรงงานอยู่แค่ 8 แห่ง เมื่อตัวเลขโรงงานนิ่ง เลยพิจารณาปรับขึ้นภาษีเป็น 35% ซึ่งจะทำให้การนำเข้ารถทั้งคันไม่สามารถแข่งกับกลุ่มที่ตั้งโรงงานได้ เนื่องจากภาษีที่ต้องเสียแท้จริงอาจอยู่ที่ราว 49% โดยคาดว่ามาตรการนี้จะทำให้มีการเข้ามาตั้งโรงงานในไทยเพิ่มขึ้น
“ล่าสุดมีการแสดงความจำนงที่จะตั้งโรงงานแล้ว 1 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะเป็นโรงงานที่ 9 และจะมีโรงงานที่ 10 เพิ่มด้วย ส่วนตอนนี้ก็ถือเป็นนาทีทองสำหรับช่วงที่ยังไม่มีผลบังคับใช้ แต่เรื่องนี้ยืนยันว่าทุกเจ้ารับรู้ เพราะมีการคุยกันมาสักพักแล้ว” นายลวรณ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 พ.ย. คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า BEV และ REEV จากต่างประเทศเป็น 35% จากเดิม BEV เสีย 10% และ REEV เสีย 15% โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2570 เป็นต้นไปนั้น โดยล่าสุดมีบริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด และบริษัท Mitsui&Co., ได้เข้ามาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการลงทุนอุตสาหกรรมกับกระทรวงอุตสาหกรรม

