บิ๊กลอต TTB ใครรับต่อจาก ING? จับตาพ้น 90 วัน ขายอีกหรือหยุดที่ 11.6%
ING ลดถือหุ้น TTB เหลือ 11.6% เปิดกลุ่มรับหุ้นลอตใหญ่ทั้งสถาบัน-ลูกค้า Wealth จับตาหลังพ้นล็อก 90 วัน จะขายต่อหรือหยุดลดพอร์ต
ความเคลื่อนไหวของ ING Bank N.V. หรือ ING หนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB กลับมาอยู่ในความสนใจของตลาดทุนอีกครั้ง หลัง ING เดินหน้าลดสัดส่วนการถือหุ้น TTB อย่างต่อเนื่องในปี 2569 ล่าสุดขายหุ้นลอตใหญ่ให้แก่นักลงทุนสถาบัน ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นลดลงเหลือประมาณ 11.6%
ความสัมพันธ์ระหว่าง ING กับ TTB ไม่ใช่การลงทุนระยะสั้น โดยกลุ่ม ING เข้ามาเป็นพันธมิตรและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของธนาคารทหารไทย หรือ TMB มาตั้งแต่ก่อนการควบรวมกิจการระหว่าง TMB กับธนาคารธนชาต และยังคงสถานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ภายหลังการควบรวมเสร็จสมบูรณ์จนกลายเป็น TTB ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ทิศทางในปี 2569 เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อ ING ทยอยลดเงินลงทุนใน TTB อย่างเห็นได้ชัด โดยเดือน มิ.ย. 2569 ING เข้าร่วมโครงการซื้อหุ้นคืนของ TTB ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นลดลง ซึ่ง ING ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารเงินทุนและการปรับพอร์ตการลงทุนของกลุ่ม
ข้อมูลอย่างเป็นทางการของ ING ระบุว่าการเข้าร่วมโครงการซื้อหุ้นคืนดังกล่าวทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของ ING เมื่อไม่นับหุ้นซื้อคืนของ TTB ลดจาก 23.1% เหลือ 19.5% และได้รับเงินจากการทำรายการประมาณ 243 ล้านยูโร
ล่าสุด ING เดินหน้าลดสัดส่วนอีกครั้ง ด้วยการเสนอขายหุ้น TTB จำนวนมากให้แก่นักลงทุน ส่งผลให้หลังเสร็จสิ้นรายการ สัดส่วนการถือหุ้นของ ING ลดลงเหลือประมาณ 11.6% ถือเป็นการลดบทบาทในฐานะผู้ถือหุ้น TTB ลงอย่างมีนัยสำคัญภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน
เปิดกลุ่มรับหุ้น ING
แหล่งข่าวในตลาดทุนเปิดเผยว่า หุ้น TTB ที่ ING ขายออกมาครั้งล่าสุดไม่ได้มีนักลงทุนรายใดเข้ารับซื้อหุ้นทั้งหมด แต่ถูกกระจายไปยังนักลงทุนจำนวนมาก โดยกลุ่มหลักประกอบด้วยนักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงลูกค้ากลุ่ม Wealth ที่มีมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์สูง
โดยนักลงทุนที่ได้รับการจัดสรรส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีมูลค่าซื้อขายหลักทรัพย์ติด 50 อันดับแรกของบริษัทหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรร โดยมีทั้งลูกค้าของบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด, เจ.พี. มอร์แกน และ Bank of America ลักษณะคล้ายการจัดสรรหุ้น IPO ที่บริษัทหลักทรัพย์นำหุ้นไปสนับสนุนลูกค้ารายใหญ่ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูง
ประเด็นที่ตลาดต้องจับตาต่อคือ นักลงทุนที่ได้รับการจัดสรรหุ้นในราคาประมาณ 2.64 บาทต่อหุ้น ไม่มีเงื่อนไขห้ามขายหุ้นในตลาด ทำให้สามารถขายหุ้นออกมาได้ทันที หากราคาหุ้นในกระดานสูงกว่าต้นทุน ย่อมมีโอกาสเกิดแรงขายทำกำไรจากนักลงทุนบางส่วนในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม การขายหุ้นจำนวนมากในลักษณะดังกล่าวด้วยราคาที่มีส่วนลดจากราคาตลาดเป็นรูปแบบที่พบได้ในการเสนอขายหุ้นล็อตใหญ่ เพื่อจูงใจให้นักลงทุนรับซื้อหุ้นจำนวนมาก จึงไม่ได้หมายความว่าราคาที่มีส่วนลดสะท้อนมูลค่าพื้นฐานของ TTB โดยตรง
ING ติดล็อก 90 วัน
สิ่งที่ช่วยลดความกังวลเรื่องแรงขายจาก ING ในระยะสั้น คือภายหลังการขายหุ้นครั้งล่าสุด ING มีเงื่อนไขห้ามขายหุ้น TTB เพิ่มเติมเป็นเวลา 90 วัน ทำให้ในช่วงดังกล่าวจะยังไม่มีหุ้นล็อตใหม่จาก ING ออกสู่ตลาด
แต่คำถามสำคัญจะกลับมาอีกครั้งหลังครบกำหนด 90 วัน เนื่องจาก ING ยังถือหุ้น TTB เหลือประมาณ 11.6% หาก ING มีนโยบายลดเงินลงทุนต่อ ย่อมมีโอกาสเห็นการขายหุ้นเพิ่มเติมได้ ขณะที่หากยังคงสัดส่วนดังกล่าว ก็จะสะท้อนว่า ING ยังต้องการรักษาสถานะผู้ถือหุ้นและพันธมิตรของ TTB ต่อไป
ทั้งนี้ ING ยังคงวางตัวเป็นพันธมิตรของ TTB และการลดสัดส่วนที่ผ่านมา ING อธิบายในกรอบของการบริหารเงินทุนและพอร์ตการลงทุน ไม่ได้ระบุว่าเป็นการถอนการลงทุนออกจากประเทศไทยทั้งหมด โดย ING เป็นกลุ่มธนาคารระดับโลกที่มีฐานธุรกิจหลักในยุโรป และให้บริการทั้งลูกค้ารายย่อยและธุรกิจในกว่า 100 ประเทศ ดังนั้น การลดสัดส่วนถือหุ้นอย่างต่อเนื่องจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า ING กำลังถอนตัวจาก TTB แต่ทิศทางการถือหุ้นหลังสิ้นสุดระยะห้ามขาย 90 วันจะเป็นสัญญาณสำคัญที่ตลาดต้องติดตาม
สำหรับนักลงทุน สิ่งที่ต้องติดตามในระยะใกล้จึงไม่ใช่เพียงราคาหุ้น TTB หลังหุ้นลอตใหญ่ถูกกระจายเข้าสู่ตลาด แต่รวมถึงท่าทีของ ING หลังพ้นระยะห้ามขาย 90 วัน เพราะจะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่า การลดสัดส่วนจากระดับมากกว่า 20% ลงมาเหลือ 11.6% ในปีนี้ เป็นเพียงการปรับขนาดการลงทุนให้เหมาะสม หรือ ING มีเป้าหมายลดบทบาทใน TTB ลงไปอีก

