เหนือรู้ใจคือสบายใจ ด้วย Mind Centric Marketing
คอลัมน์ : Smart SMEs ผู้เขียน : ดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์ กรุงศรี SME
ช่วงนี้หากใครติดตามความเคลื่อนไหวในแวดวงธุรกิจและการตลาด คงจะสังเกตเห็นถึงกระแสการพูดถึงหนังสือ “Marketing 7.0” ของปรมาจารย์ ฟิลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) กันอย่างคึกคัก
ทุกครั้งที่คอตเลอร์มีผลงานใหม่ออกมา มักจะเป็นเสมือนเข็มทิศชี้ทางและให้แง่คิดในการพัฒนาธุรกิจให้ก้าวทันพลวัตของโลกเสมอ
ซึ่งหนึ่งในคีย์เวิร์ดที่ทรงพลังและกำลังถูกพูดถึงอย่างมากในขณะนี้คือ “Mind Centric Marketing” แนวคิดที่เข้ามาท้าทายความเชื่อในยุคที่เรากำลังตื่นเต้นและวิ่งตามเทคโนโลยี AI อย่างเอาเป็นเอาตาย
หลายคนอาจเชื่อว่าอนาคตของการตลาดคือระบบอัตโนมัติและข้อมูลมหาศาล แต่แนวคิดนี้กลับชวนให้เรามองข้ามชอตไปอีกขั้น เพราะแม้ AI จะฉลาดและคาดเดาใจได้แม่นยำเพียงใด แต่มันก็ยังเป็นเพียงสมองกลที่ปราศจากความรู้สึก และไม่สามารถเข้าถึงสภาวะจิตใจอันซับซ้อนของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง
หากลองมองผ่านมุมมองของผู้ประกอบการ SMEs หลายท่านน่าจะคุ้นเคยกับคำว่า Customer-Centric หรือแม้แต่ Value-Driven Marketing กันมาบ้างแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ถูกนำเสนอใน Mind Centric Marketing นั้นขยับลึกลงไปอีกระดับ มันไม่ใช่แค่การทำความเข้าใจว่าลูกค้า “ต้องการอะไร” แต่คือการตั้งคำถามที่ลึกซึ้งกว่านั้นว่า “อะไรคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความต้องการเหล่านั้น” ในโลกที่ข้อมูลข่าวสารมีมากพอ ๆ กัน และเทคโนโลยีสามารถเข้าถึงได้ใกล้เคียงกัน ความแตกต่างจึงอาจไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่เรานำเสนออีกต่อไป แต่อยู่ที่ว่าเราสามารถเข้าไปเชื่อมโยงกับ “วิธีคิด” ของลูกค้าได้มากน้อยเพียงใด
ประเด็นนี้ชวนให้เราย้อนกลับมาทบทวนว่า หลายครั้งการตัดสินใจของลูกค้าไม่ได้ตั้งอยู่บนเหตุผล (Rational) อย่างที่เราคาดหวังเสมอไป ความรู้สึก ความเชื่อ ความกดดันรอบด้าน ล้วนมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ โดยที่ลูกค้าเองก็อาจไม่ทันรู้ตัว ซึ่งสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความต้องการเหล่านั้น มักจะเป็นการโหยหาความสงบสุขทางใจ (Peace of Mind) ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายนั่นเอง
หากลองถอดรหัสแนวคิดนี้ไปสู่การทำจริง เราจะพบว่า Mind Centric Marketing สามารถประยุกต์ใช้ได้กับธุรกิจ SMEs ทุกรูปแบบ สำหรับธุรกิจที่มีหน้าร้านปกติ การสร้าง Peace of Mind อาจหมายถึงการออกแบบบรรยากาศที่ปลอดภัยและเป็นมิตร
ลูกค้าไม่ได้เดินเข้ามาเพียงเพื่อซื้อสินค้า แต่กำลังมองหาความสบายใจ แบรนด์ที่เข้าใจสิ่งนี้จะไม่ยัดเยียดการขายให้ลูกค้าอึดอัด แต่จะจดจำรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อส่งมอบบริการที่ใส่ใจ ในขณะที่ธุรกิจผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค อาจออกแบบฉลากที่สื่อสารความโปร่งใสของแหล่งที่มาวัตถุดิบอย่างตรงไปตรงมา ย่อมช่วยปลดล็อกความกังวลเรื่องสุขภาพ ทำให้ลูกค้าตัดสินใจหยิบสินค้าลงตะกร้าได้โดยไม่ต้องลังเล
และสำหรับธุรกิจที่ทำตลาดแบบ B2B การเสนอตัวในการเป็นพาร์ตเนอร์ที่ทำงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ จะช่วยปลดล็อกความกังวลให้ฝ่ายจัดซื้อ ทำให้เราขยับสถานะจากแค่ “คนขายของ” กลายเป็น “คู่คิด” ที่พวกเขาไว้วางใจ
เมื่อนำมาพิจารณาในบริบทของธุรกิจไทยปัจจุบัน เราจะเริ่มเห็นพฤติกรรมลักษณะนี้เด่นชัดมากขึ้น ลูกค้ายุคใหม่และองค์กรคู่ค้าไม่ได้เลือกแบรนด์เพียงเพราะคุณสมบัติพื้นฐานของสินค้า แต่เพราะแบรนด์นั้นสามารถสะท้อนคุณค่าบางอย่างที่พวกเขายึดถือ เช่น ความใส่ใจในสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม หรือความไว้วางใจที่สะสมมาอย่างยาวนาน สำหรับ SMEs ที่มีข้อได้เปรียบด้านความคล่องตัว โครงสร้างที่ไม่ซับซ้อน และการได้ใกล้ชิดลูกค้าอยู่แล้ว นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญในการ “ฟังให้ลึกขึ้น” คืออาวุธลับที่ทรงพลังที่สุดในการปิดช่องว่างทางความรู้สึกและเปลี่ยนแบรนด์ของคุณให้กลายเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับพวกเขา

