4 ก้าวจัดพอร์ต ‘เงินเย็น’ สู้ความผันผวนและเงินเฟ้อ

4 ก้าวจัดพอร์ต ‘เงินเย็น’ สู้ความผันผวนและเงินเฟ้อ
ภาพประกอบข่าว
ผู้เขียน : ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth

อากาศที่ร้อนอบอ้าวในเดือนเมษายนยังไม่เท่ากับความร้อนแรงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่กำลังทำให้นักลงทุนหลายท่านเกิดความร้อนอกร้อนใจ พร้อมกับตั้งคำถามว่า “สถานการณ์แบบนี้ เราควรทำอย่างไรกับพอร์ตดี?”

ในฐานะผู้บริหารกองทุน ผมมักจะบอกเสมอว่า ท่ามกลางเสียงไซเรนและข่าวร้าย หากเราถอยหลังกลับมามองภาพรวมอย่างมีสติ เราจะเห็น “โอกาส” ที่ซ่อนอยู่ใน “วิกฤต” เสมอ วันนี้ผมจึงอยากชวนทุกท่านมานั่งลง ทำใจให้สบาย ๆ แล้วพูดคุยกันถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นแบบเข้าใจง่าย ๆ พร้อมวิถีการรับมือฉบับมืออาชีพครับ

อัพเดตสมรภูมิโลก: เกิดอะไรขึ้นบ้างในสงครามล่าสุด?

ก่อนอื่นผมจะขอฉายภาพรวมของสงครามในขณะนี้ที่เรียกได้ว่าผันผวนและคาดเดาได้ยากมากครับ โดยมี 2 สมรภูมิหลักที่เราต้องจับตา:

● สมรภูมิเลบานอน-อิสราเอล: ล่าสุดเราได้เห็นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ใช้ “อำนาจเหนือ” ผ่านการประกาศหยุดยิงผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัว บีบให้นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูของอิสราเอลต้องยอมถอยและระงับการโจมตีเลบานอนแบบมัดมือชก ซึ่งถือเป็นการโชว์พาวเวอร์ของทรัมป์ในการเป็นผู้ควบคุมเบ็ดเสร็จ เพื่อปูทางไปสู่ดีลสันติภาพวงกว้าง

● สมรภูมิอิหร่าน-สหรัฐ: ฝั่งนี้สถานการณ์พลิกไปพลิกมาตลอดเวลาครับ แม้ตอนแรกจะมีความหวังว่าอิหร่านจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซถาวรชั่วคราวเป็นเวลา 10 วันตามที่ประกาศไว้ เมื่อวันศุกร์ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงอิหร่านก็พลิกเกมประกาศปิดช่องแคบอีกครั้ง ทรัมป์จึงตอบโต้ด้วยการสั่งยึดเรือสินค้าของอิหร่าน และขู่จะถล่มโครงสร้างพื้นฐานอย่างโรงไฟฟ้าและสะพาน ทำให้อิหร่านปฏิเสธการเจรจาสันติภาพรอบใหม่ ปัญหาหลักคืออิหร่านตอนนี้มีผู้คุมอำนาจหลายฝ่าย (Multi-Principal Problem) ทำให้การตัดสินใจไม่เป็นเอกภาพครับ

2.ผลกระทบต่อโลกการลงทุน: เมื่อตลาดหุ้นเต้นรำตามหน้าข่าว

จากเหตุการณ์ความวุ่นวายเหล่านี้ ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดแบ่งเป็น 2 มิติครับ คือ “เศรษฐกิจจริง” และ “ตลาดการลงทุน”

ในฝั่งของเศรษฐกิจจริง การปิดล้อมและการปะทะในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันโลกและก๊าซธรรมชาติผันผวนอย่างหนัก ต้นทุนการขนส่งและราคาปุ๋ย (ยูเรีย) พุ่งสูงขึ้นปรี๊ด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผ่านไปเป็น “อัตราเงินเฟ้อ” และทำให้ค่าครองชีพแพงขึ้นในที่สุดครับ

แต่ในฝั่งของตลาดการลงทุน ตลาดหุ้นมักจะ “ซึมซับข่าวร้าย” ตั้งแต่ช่วงแรกที่เริ่มมีการยิงกัน หลังจากนั้นตลาดจะเริ่มตั้งหลักได้ ความผันผวนที่เราเห็นมักมาจากการที่นักลงทุนพยายามคาดเดาจังหวะและ “คำขู่” ของผู้นำอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มักจะใช้ยุทธวิธีขู่ให้กลัวสุดขีดเพื่อสร้างความได้เปรียบในการเจรจา (The Art of the Deal) พอถึงเวลาที่คลี่คลาย ตลาดก็จะดีดกลับขึ้นมาทันที ทำให้การกะเก็งกำไรระยะสั้นทำได้ยากมากครับ

3.คัมภีร์รับมือความผันผวน: จัดพอร์ตอย่างไรให้รอดและรุ่ง?

เวลาที่เจอกับสงคราม นักลงทุนระดับโลกเขาคิดและทำอย่างไร? ผมขอหยิบยกหลักการและวิธีคิดของ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” (Warren Buffett) มาเป็นเข็มทิศให้พวกเราครับ

ก้าวแรก: มองให้ลึกว่า “It’s nothing” (มันจิ๊บ ๆ มาก) คุณปู่บัฟเฟตต์ ผู้เริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกตอนอายุ 11 ขวบ ซึ่งตรงกับช่วง “สงครามโลกครั้งที่ 2” พอดี ท่านผ่านมาแล้วทุกสมรภูมิ เมื่อถูกถามถึงวิกฤตความขัดแย้งในปัจจุบัน ท่านกลับบอกว่า “It’s nothing” เพราะหากเทียบกับวิกฤตระดับโครงสร้างที่ระบบการเงินแทบจะพังทลายอย่างวิกฤตซับไพรม์ (วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์) แล้ว ผลกระทบจากสงครามทางภูมิรัฐศาสตร์ต่อตลาดหุ้น ถือว่าเบากว่ามากและเป็นเพียงวัฏจักรระยะสั้นเท่านั้น โลกยังคงต้องเดินหน้าต่อไปครับ

ก้าวที่สอง: แยก “เงินฉุกเฉิน” ออกจาก “เงินลงทุน” ก่อนไปรบในตลาดหุ้น คุณต้องป้องกันแนวหลังให้แน่นหนาเสียก่อน ในยุคที่เงินเฟ้ออาจพุ่งสูงจากสงครามพลังงาน การมี “เงินสำรองฉุกเฉิน 6-12 เดือน” คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด เมื่อคุณมีเงินก้อนนี้รองรับค่าใช้จ่ายในชีวิตจริงแล้ว เงินก้อนที่เหลือจะกลายเป็น “เงินเย็น” ที่พร้อมออกไปลงทุนสร้างผลตอบแทนในตลาดที่หุ้นกำลังมีราคาถูก โดยที่คุณไม่ต้องตกใจกลัวจนต้องรีบขายทิ้ง

ก้าวที่สาม: อย่าเดาใจทรัมป์ ให้ใช้ไม้ตาย “DCA” อย่างที่บอกไปครับว่า การกะเก็งจังหวะตลาดในยุคที่เต็มไปด้วยข่าวลวงและการขู่เจรจานั้นอันตรายมาก กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือ การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA (Dollar-Cost Averaging) อย่างต่อเนื่อง ในช่วงตลาดขาลงหรือช่วงที่เกิดวิกฤต ถือเป็นกลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมและ “แทบจะเป็นผู้ชนะเสมอในระยะยาว” โดยมีข้อมูลสถิติและตัวอย่างผลตอบแทนที่น่าสนใจดังนี้:

● เงินเติบโตเกือบเท่าตัวจากวิกฤตสงครามโลก: สถิติในอดีตชี้ให้เห็นว่า หากคุณทำ DCA ตั้งแต่เริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 และลงทุนอย่างต่อเนื่องไปตลอดระยะเวลา 6-7 ปีที่เกิดสงคราม แม้จะไม่ได้มีทักษะการกะเก็งจังหวะแบบเซียนหุ้น แต่ผลลัพธ์คือ เงินลงทุนของคุณสามารถเติบโตเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว

● พลิกจากขาดทุน 30-40% กลับมากำไรถึง 50%: มีตัวอย่างจากการลงทุนในพอร์ตหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (Thematic) ที่เริ่มต้นลงทุนในช่วงปีที่ตลาดแย่ที่สุด จนพอร์ตติดลบไปถึง 30-40% ในตอนแรก แต่เมื่อนักลงทุนมีวินัยในการทำ DCA ไปเรื่อย ๆ สุดท้าย พอร์ตนั้นก็สามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้สูงถึง 50% นอกจากผลตอบแทนที่งอกเงยอย่างชัดเจนแล้ว การทำ DCA ในช่วงตลาดขาลงยังมีข้อดีสำคัญที่ซ่อนอยู่ คือ:

● ไม่ต้องเครียดกับการหาจุดต่ำสุด (Bottom): ไม่มีใครกะเก็งจังหวะตลาดที่ถูกต้องได้เสมอไป การลงทุนแบบ DCA จะช่วยตัดปัญหาเรื่องการกะเก็งจังหวะ หากทำตั้งแต่เริ่มวิกฤตไปจนจบเหตุการณ์ คุณมักจะได้กำไรเสมอ

● ช่วยตัดอารมณ์และลดความกดดัน: การแบ่งเงินก้อนเป็นไม้ ๆ เพื่อทยอยลงทุน (เช่น ทยอยลงทุนทุกเดือนต่อเนื่อง 10 เดือน) จะช่วยลดความเครียดได้ดีกว่าการทุ่มเงินก้อนใหญ่ตูมเดียว ทำให้คุณไม่ถูกความกดดันของตลาดขาลงบีบให้ต้องตกใจขายทิ้ง (Panic Sell)

ผมจึงย้ำเสมอว่า หากคุณมีการเตรียมพร้อมเงินสำรองฉุกเฉินไว้เพียงพอแล้ว การนำ “เงินเย็น” มา DCA อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ตลาดหุ้นกำลังตกหนัก ๆ ตั้งแต่เริ่มมีสงคราม และทำอย่างต่อเนื่องไปจนสงครามจบจะถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยให้เงินลงทุนของคุณงอกเงยและพลิกกลับมากำไรได้อย่างงดงามในระยะยาว แถมยังช่วยตัด “อารมณ์” ออกจากการตัดสินใจด้วยครับ

ก้าวที่สี่: จัดพอร์ตแบบ Core & Satellite เพื่อความสมดุล เพื่อให้พอร์ตแข็งแกร่งในทุกสภาวะ ผมแนะนำให้จัดทัพแบบนี้ครับ:

พอร์ตหลัก (Core Portfolio): ให้เป็นสัดส่วนหลักของเงินลงทุน โดยเน้นการกระจายความเสี่ยงไปทั่วโลก เช่น กองทุน Global ETF หรือกองทุนแบบผสม ที่มีการถือพันธบัตรอยู่ด้วย (ราว 20%) พันธบัตรจะเป็นตัวช่วยลดแรงกระแทกเวลาตลาดหุ้นตก และมีกลไกนำเงินไปช้อนซื้อหุ้นราคาถูกให้โดยอัตโนมัติ

พอร์ตรอง (Satellite Portfolio): เป็นพอร์ตเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น (Alpha) โดยอาจเลือกใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์หาประเทศที่น่าลงทุน (เช่น ญี่ปุ่น หรือจีน) ที่มีหุ้นพื้นฐานดี แต่ราคาตกลงมาถูกเกินจริง (Value Investing) หรือลงทุนในหุ้นกลุ่มเมกะเทรนด์แห่งอนาคต

ผมเชื่อว่าทุกคนได้เรียนรู้แล้วว่า บนเส้นทางการลงทุนระยะยาว 10 ปี หรือ 20 ปี วิกฤตหรือสงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราย่อมต้องเจอวิกฤตใหญ่ ๆ เสมอ แต่สิ่งที่สำคัญกว่า “ข่าวที่เกิดขึ้น” คือ “การตอบสนองของเรา” หากคุณมีการเตรียมพร้อมทางการเงิน จัดพอร์ตกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และลงทุนอย่างมีวินัยผ่านการ DCA โดยไม่หวั่นไหวไปกับเสียงรบกวนระยะสั้น…

คุณก็จะสามารถปิดจอ แล้วไปใช้ชีวิต เลือกหามุมเหมาะ ๆ นั่งจิบเครื่องดื่มเย็น ๆ ดับร้อนได้อย่างสบายใจ ปล่อยให้เวลาและผลตอบแทนทบต้นทำหน้าที่ของมัน เหมือนที่คุณปู่บัฟเฟตต์พิสูจน์ให้โลกเห็นมาแล้วหลายทศวรรษครับ

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚