8 เดือนผู้ว่าฯ แบงก์ชาติหั่นดอกเบี้ย-สาง 6 ปมเศรษฐกิจเฉพาะจุด

8 เดือนผู้ว่าฯ แบงก์ชาติหั่นดอกเบี้ย-สาง 6 ปมเศรษฐกิจเฉพาะจุด
ภาพประกอบข่าว

“ผมมาแบงก์ชาติ 8 เดือน เราทุกคนที่นี่ รวมท่านรอง ผู้ช่วยทุกคนช่วยกัน เราปรับแบงก์ชาติตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ตามความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป ข้างหนึ่งเรายังใช้นโยบายการเงินที่ดูแลเศรษฐกิจมหภาค เสถียรภาพเศรษฐกิจ ตรงไปตรงมา เราอาจจะผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำไป เราลดดอกเบี้ยไป 2 ครั้ง มีเซอร์ไพรส์ด้วยในเดือน ก.พ. 2569 แต่ผมคิดว่าเราทำถูกต้อง เราเดินมาถูกต้อง และเราก็ขยายบทบาทแบงก์ชาติมาร่วมแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แก้ปัญหาเฉพาะจุด ปลายทางก็คือต้องการช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น”

นี่คือสิ่งที่ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน “GovernorConnect ผู้ว่าการพบสื่อมวลชน” ล่าสุด

เกาะติดเงินเฟ้อ-ส่งซิกตรึงดอกเบี้ย

“วิทัย” กล่าวว่า ในมุมมหภาคเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน โดย ธปท.ได้ประมาณการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2569 ใหม่ เหลือโตเพียง 1.5% อย่างไรก็ดีหลังรัฐบาลมีการออกพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ทำให้คาดว่าปีนี้จีดีพีจะโตได้ถึงประมาณ 2% ขณะที่เรื่องเงินเฟ้อนั้นอยากสื่อสารว่า ธปท.จับตาเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิดมาก แต่จากการประเมินล่าสุดยังเชื่อมั่นว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นจากผลกระทบจากราคาน้ำมันในช่วงระยะสั้น

ทั้งนี้ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 นี้จะอยู่ที่ 3.0% ซึ่งผลกระทบส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมัน โดยบางเดือนเงินเฟ้ออาจจะขึ้นไปถึง 4-5% และจะไปลดลงในปีหน้า ราวช่วงไตรมาสที่ 2 โดยตลอดทั้งปี 2570 คาดเงินเฟ้อจะเฉลี่ยอยู่ที่ 1.4%

“เมื่อมองว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นในช่วงระยะสั้น การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกก็มักจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้ไม่เปลี่ยนแปลง ยกเว้นแบงก์ชาติบางแห่งที่อาจจะมีภาวะเงินเฟ้อสูงมาก ๆ อยู่แล้ว แต่ของไทยโชคดีที่มาจากจุดที่เงินเฟ้อติดลบ ทำให้การปรับขึ้นมาของเงินเฟ้อยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 3%”

ลุย 6 มาตรการแก้ปัญหาเฉพาะจุด

“วิทัย” กล่าวว่า สำหรับมาตรการเฉพาะจุดที่ทำมาแล้วในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ 1.มาตรการดูแลค่าเงินบาท โดยกำกับธุรกรรมทองคำ การซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่มีเครื่องมือมาใช้กำกับดูแลได้มากขึ้น 2.มาตรการดูแลธุรกรรมผิดปกติ อย่างการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท การยกระดับกระบวนการยืนยันตัวตน ติดตามแพตเทิร์นธุรกรรมที่ผิดปกติ 3.มาตรการช่วยพยุงเศรษฐกิจ ทั้งการแก้หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของรายย่อย (ปิดหนี้ไว ไปต่อได้) การขยายสินเชื่อ SMEs (SMEs Credit Boost) การเติมสภาพคล่องให้เอสเอ็มอี (SMEs Secure+)

“ปิดหนี้ไว ไปได้ต่อ มีลูกหนี้ปรับโครงสร้างแล้ว 102,277 บัญชี จากทั้งหมดโอนมากกว่า 1 ล้านบัญชี ก็หวังว่าปิดโครงการจะทำได้อย่างน้อยสัก 300,000 บัญชี หรือในครึ่งปีหลังประมาณ 200,000 บัญชี ขณะที่ Credit Boost มียอดอนุมัติสินเชื่อใหม่แล้ว 5,400 ล้านบาท คาดว่าถึงสิ้นปีจะได้ 40,000 ล้านบาท ส่วน Secure+ ออกไปเดือนกว่า ๆ คาดว่ายอดสินเชื่อจะถึง 50,000 ล้านบาท”

4.การติดตามธุรกรรมซื้อขาย USDT (Tether USD/สกุลเงินดิจิทัลประเภท Stablecoin) ของ Non-resident ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) 5.สร้างมาตรฐานและลดค่าธรรมเนียม 4 ประเภท ประกอบด้วย บัญชีเงินฝาก, บัตรอิเล็กทรอนิกส์, ธุรกรรมการชำระเงิน และสินเชื่อ SMEs มุ่งเน้นช่วยรายย่อยและ SMEs

“ปลายทางก็เป็นเรื่องเจตนาดี หวังว่าจะช่วยรายย่อย เอสเอ็มอี โดยที่ไม่สร้างภาระจนเกินไป คือบางเรื่องเทคโนโลยีมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีต้นทุนแล้ว เช่น ค่าธรรมเนียมข้ามเขตทั้งหลาย ที่เทคโนโลยีเปลี่ยน มันไม่มีต้นทุนจริง หรือบางเรื่อง Range มันกว้าง อย่างบัตรเดบิต บัตรเอทีเอ็ม บางแบงก์คิดปีละ 200 บาท บางแบงก์คิด 500 บาท หรือออก Statement บางแบงก์คิด 100 บาท บางแบงก์คิด 300-400-500 บาท เราก็พยายามให้มันต่ำสุด เพราะมีบางแบงก์ทำได้ หรือบางทีเป็นเรื่องที่ราคาเดียวกันทั้งอุตสาหกรรม แต่ไปดูต้นทุนแล้วไม่เยอะขนาดนั้น เช่น บาทเน็ต เป็นต้น”

จ่อคุม BNPL สกัดก่อหนี้ไม่จำเป็น

“วิทัย” กล่าวว่า อีกเรื่องที่กำลังทำคือ 6.การกำกับดูแล Buy Now Pay Later (BNPL) ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งต้องบอกว่า BNPL ไม่ใช่คนร้าย แต่หากไม่คุมแล้วไปเกิดในบางจุด เช่น เด็กใช้ง่ายเกินไป จะสร้างการบริโภคที่ไม่มีเงินใช้จ่ายมากเกินไป ตรงนี้ก็ต้องระวัง โดยเป็นเทรนด์ที่หลายประเทศที่มีหน่วยงานกำกับเริ่มเข้ามากำกับธุรกิจนี้กันแล้ว

“ปัญหาตอนนี้คือ คนซื้อของออนไลน์ไม่รู้ตัว อยู่ดี ๆ มีวงเงินให้เลย เขาให้เลย ไม่รู้ไปกดตอนไหน หรือไม่ได้กดก็ไม่รู้ พอมีวงเงินก็เกิดการใช้จ่ายที่ไม่ควรจะมี หรือบางทีซื้อของโดยใช้วงเงินนั้น โดยไม่รู้ตัวด้วย ตรงนี้ดูแล้วก็ไม่สบายใจ ต้องเข้าไปดู”

โดยแนวทางการกำกับดูแล จะต้องวางกติกาเพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการ โดยจะเข้าไปกำกับผู้ประกอบการ 2 ประเภท ได้แก่ บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล (Digital P Loan) จาก ธปท.อยู่แล้ว ซึ่งสินเชื่อประเภทนี้ไม่ต้องวิเคราะห์รายได้ แต่ต้องใช้ข้อมูลทางเลือกในการวิเคราะห์ และปล่อยสินเชื่อให้ได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย คิดดอกเบี้ยได้ไม่เกิน 25% ซึ่งเดิมแบงก์ชาติไม่ได้คุมในมุมของการเป็น BNPL

ส่วนผู้ประกอบการอีกประเภท ที่มักจะตั้งบริษัทหนึ่งขึ้นมา ปล่อยสินเชื่อภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งปล่อยได้มากกว่า 20,000 บาท แต่ดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 15%

“ผู้ประกอบการ 2 ประเภทนี้คือที่เราจะเข้าไปกำกับ เราไม่ได้กำกับแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่กำกับบริษัท 2 ประเภทนี้”

“ผู้ว่าการ ธปท.” กล่าวว่า หวังว่าประมาณ 5-6 เดือนหลังจากนี้ หรือประมาณเดือน ต.ค.-พ.ย. 2569 จะมีความชัดเจนเรื่องการกำกับ BNPL เนื่องจากต้องใช้เวลาในการเปิดรับฟังความคิดเห็นประมาณ 2 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งจะใช้เวลา 30 วัน

“ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาหลัก ๆ เราทำเรื่องในภาพใหญ่ เศรษฐกิจมหภาคเป็นอย่างไร เราใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายมากขึ้นชัดเจน และออกมาตรการเฉพาะจุดหลายตัวมาก บางตัวก็ออกดอกออกผลชัดเจน เราต้องการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งก็ช่วยกันทำ เพราะถ้าวิเคราะห์อย่างเดียวก็ไปลำบาก” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚