‘เฟทโก้’ ปลื้ม IMF ชูไทยติดโผ AISET ทะยานแซงหุ้นโลก-ลุ้นคลังเคาะ TISA
สภาธุรกิจตลาดทุนไทยเผย IMF จัดโผไทยติด 4 อันดับแรกของโลกได้อานิสงส์ AI หนุน SET ทะยานลิ่ว 7 เดือนแรกผลตอบแทนเฉียด 30% แซงหุ้นโลก-EM ลุ้นเป้าปีนี้ 1,700 จุด ฟันด์โฟลว์ทะลักเกิน 1 แสนล้าน มั่นใจไปต่อได้อีก 1-2 ปีข้างหน้า จับตา 2 ปัจจัย “FDI-การเมือง” กุมชะตาตลาดหุ้นไทย จับตาคลังคลอด TISA หวังเป็นจุดเริ่มต้น แม้ลดหย่อนภาษีอาจลดลง ระบุข้อมูล TSD รั่วไม่กระทบความเชื่อมั่น-ชี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ถูกแฮกทุกวัน ยันภัยไซเบอร์เป็นเรื่องต้องระวังตลอด
นายไพบูลย์ นรินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 (ณ สิ้น ก.ค.) ทำผลงานได้ดีอันดับต้น ๆ ของโลก โดย SET Index ปิดสิ้นเดือน ก.ค. ที่ 1,623.64 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 28.9% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 (YTD) ซึ่งหากดูจาก Index Performance เป็นรองแค่ตลาดหุ้นเกาหลี และไต้หวัน
“IMF (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) เพิ่งออกรายงานมาว่า ในช่วงครึ่งปีแรกประเทศที่ได้อานิสงส์จาก AI มาก ๆ คือ เกาหลี ไต้หวัน ไทย และมาเลเซีย จะเห็นว่าเดี๋ยวนี้ไทยได้รับการพูดถึงว่าได้รับอานิสงส์จากการลงทุน AI จากที่ผ่านมาจะพูดกันมาตลอดว่าเราเป็น Old Economy (เศรษฐกิจแบบเก่า) แต่พอพูดถึง New Economy ไทยเริ่มติดอันดับแล้ว น่าจะเป็นครั้งแรก ๆ ที่องค์กรแบบ IMF พูดถึง”
นักลงทุนฟันธง SET “ร้อนแรง”
นายไพบูลย์กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยช่วงที่เหลือของปีนี้น่าจะยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index : ICI) ผลสำรวจในเดือน ก.ค. 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ที่ระดับ 146.72 โดยนักลงทุนมองว่า การไหลเข้าของเงินทุนเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน
ส่วนปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รองลงมาคือ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และสถานการณ์การเมืองในประเทศ
ขณะที่หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดธนาคาร (BANK) ส่วนหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (PROP)
“นักลงทุนทุกกลุ่มมองว่าตลาดหุ้นไทย 3 เดือนข้างหน้าน่าจะยังอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น ซึ่งมุมมองผม ก็เห็นว่าตลาดหุ้นไทยเริ่มกลับมา Outperform อีกครั้ง หลังจากติดลบมาในช่วง 3 ปีก่อนหน้านี้ ในช่วงที่ AI เทกออฟ”
7 เดือน SET ชนะหุ้นโลก
นายไพบูลย์กล่าวว่า ช่วง 7 เดือนแรกผลตอบแทนหุ้นไทยขึ้นมาเกือบ 30% แล้ว โดยดัชนีปรับขึ้นจากต้นปีอยู่ที่ 1,250 จุด มาอยู่แถว ๆ 1,600 จุดในปัจจุบัน ขณะที่ผลตอบแทนหุ้นโลกอยู่ที่ระดับ 10% ส่วนตลาดเกิดใหม่ (EM) ก็ขึ้นแค่ 19% ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ตอนนี้ภาพตลาดหุ้นไทยและภาพเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนไป เห็นได้จากการที่ IMF มีการพูดถึงประเทศไทยที่ได้อานิสงส์ AI จากเดิมที่จะไม่พูดถึง เพราะมองเป็นเศรษฐกิจแบบเก่า
“อานิสงส์ AI จากการส่งออก ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นชิ้นส่วนต้นน้ำมาก แต่ก็ยังดีที่เราได้อานิสงส์ตรงนี้ แล้ววันนี้ทุกคนเห็นความพยายามของรัฐบาลที่ค่อย ๆ ผลักดันตรงกลางน้ำและต้นน้ำมากขึ้น”
ทั้งนี้ คาดการณ์ดัชนี SET ปีนี้น่าจะไปถึง 1,700 จุดได้ ขณะที่เงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) เชื่อว่าคงไปได้เรื่อย ๆ น่าจะไหลเข้าทะลุ 1 แสนล้านบาท เพราะตอนนี้ก็กว่า 7 หมื่นล้านบาทแล้ว
หุ้นไทย “ขาขึ้น” อีก 1-2 ปี
นายไพบูลย์กล่าวอีกว่า ปัจจุบันผลจากหุ้น DELTA ที่เคยนำตลาด โดยมีผลกับดัชนี SET ถึง 150-160 จุด ตอนนี้ลดลงเหลือแค่ประมาณ 50 จุดแล้ว ถือว่าดัชนีหุ้นไทยขึ้นจริง หากไม่รวม DELTA ก็ยังปรับขึ้นได้กว่า 20%
“ผมมองว่าตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มอยู่ในขาขึ้นต่อเนื่อง ในช่วง 12-24 เดือน หรือ 1-2 ปีข้างหน้า”
4 ปัจจัย “แรงส่ง” หุ้นไทยไปต่อ
โดยแรงส่งหุ้นไทยจะมาจาก 4 เหตุผลหลัก คือ 1.เศรษฐกิจโลกยังแข็งแรง ทนทานต่อความเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ ทนทานต่อเงินเฟ้อ รวมถึงดอกเบี้ยโลกที่เริ่มปรับขึ้นในบางประเทศ 2.ไทยได้รับประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ในโลกยุคใหม่ที่แต่ละประเทศก็พยายามหาประเทศพันธมิตรใหม่ เพื่อขยายฐานการผลิต
3.เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว จากที่ติดหล่มเติบโตแค่ 1-2% ต่อปีมานาน เหมือนตลาดหุ้นไทยที่ติดหล่ม 1,400 จุดมานาน แล้ววันนี้ตลาดหุ้นทะลุจากหล่มตรงนั้นมาก่อน
“ตลาดหุ้นจะเป็นอะไรที่มองไปข้างหน้ากว่าเศรษฐกิจจริง ซึ่งวันนี้เหมือนคนในตลาดทุนมองว่า มันไปแนวนี้แน่ เศรษฐกิจไทยน่าจะมีโอกาสหลุดจากหล่มโต 1-2% ได้ ไปสู่ 3-4% ในอนาคตได้”
และ 4.กำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ซึ่งช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี บจ.ส่วนใหญ่จะรัดเข็มขัดกัน ลดต้นทุน นำ AI มาใช้ ทำให้กำไรเติบโตได้ แต่ตอนนี้ทุกคนมองว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น ดังนั้นกำไร บจ.ก็น่าจะดีกว่าเดิมได้
“นี่เป็น 4 เหตุผลที่ผมคิดว่าตลาดหุ้นไทยจะอยู่ในภาวะกระทิงต่อไปอีกได้ แล้วถามว่าจะสะดุดได้ไหม ก็แน่นอนว่าได้ เพราะความเสี่ยงก็ยังมีอยู่”
“FDI-การเมือง” ชี้ชะตา SET
ประธานกรรมการ FETCO กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดในวันนี้การที่ต่างชาติส่วนใหญ่ให้ความสำคัญมากกับการลงทุนรอบใหม่ คือ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งเห็นตัวเลขที่สูง และเห็นแผนรัฐบาลที่ทำเรื่องนี้ แต่หากไม่มาตามคาดก็แน่นอนว่าจะกระทบ และอีกปัจจัยก็คือ การเมือง
“Bull Market จะจบลงเมื่อ FDI หรือเศรษฐกิจไทยไม่ฟื้นตามคาด และการเมืองเริ่มขาดเสถียรภาพ แต่วันนี้ยังไม่เห็นสัญญาณนั้น”
หวัง Jump+ ปลดล็อก 470 บจ.
นอกจากนี้ มองว่าโครงการ Jump+ จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนุนมูลค่าตลาดหุ้นไทยได้ในระยะยาว เนื่องจากปัจจุบันพบว่า แม้ SET จะขึ้นมาเกือบ 30% แต่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ SET (ไม่รวม mai) ที่มีหุ้นกว่า 700 บริษัท ยังมีอีก 470 บริษัท ที่ซื้อขายต่ำกว่า Book Value หรือคิดเป็น 61% ซึ่ง Jump+ จะช่วยปลดล็อกตรงนี้ได้บางส่วนจากบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ
“วันนี้เรายังมีหุ้นอีกกลุ่มใหญ่เลยที่เทรดต่ำกว่า Book ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังต้องออกแรงอีก เพื่อทำให้อีกเกือบ 500 บริษัทดังกล่าวมีมูลค่าที่สูงขึ้น”
ลุ้น TISA เริ่มได้-หนุนโมเมนตัม
ในส่วนของโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (TISA) ขณะนี้นักลงทุนรอความชัดเจนจากกระทรวงการคลัง 2 เรื่อง คือ วงเงินลดหย่อนภาษีจะเป็นเท่าใด และจะเริ่มใช้เมื่อไหร่ ซึ่ง TISA หากเริ่มต้นได้ก็จะช่วยตอบโจทย์การมีเม็ดเงินเข้ามาประคองไม่ให้ตลาดทรุดกลับลงไป ในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
“เรื่องเม็ดเงินเราก็คงไม่ได้หวังเยอะ เพราะตอนนี้ดูจากวัตถุประสงค์ของทางการก็พูดชัดเจนว่าเป็นเรื่องการออมไม่ได้กระตุ้นตลาดทุน แต่ผมไม่ทราบตัวเลข แต่หากเป็น 6 แสนบาทตามที่มีข่าวก็ต้องดูในองค์ประกอบ ที่เราเคยเสนอไปก็ 8 แสนบาท แล้วแยก 2 วง เรื่องบำนาญก็ลงทุนแบบเดิม กับเอ็กซ์ตร้าเข้ามาอีก 3 แสนบาท ทำเรื่องการลงทุน ถือครอง 5 ปี แต่วันนี้ก็สุดแล้วแต่ว่าในส่วน 3 แสนบาทจะเหลือเท่าไหร่ ซึ่งเราก็ขอให้มีมาก่อน เพราะเชื่อว่าวงเงินน่าจะปรับกันได้ในอนาคต แต่ถ้าไม่เริ่มเลยก็จะติดกับดักกันอยู่อย่างนี้”
ข้อมูล TSD รั่วไม่กระทบเชื่อมั่น
ส่วนประเด็นเรื่องศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) ที่ข้อมูลรั่วนั้น ประธานกรรมการ FETCO กล่าวว่า เชื่อว่าจะไม่กระทบความเชื่อมั่น เนื่องจากทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดระบบได้เร็ว ซึ่งก็ต้องบอกว่าปกติตลาดหลักทรัพย์ฯก็ถูกเจาะทุกวัน เพียงแต่เจาะเข้าระบบไม่ได้ โดยภัยไซเบอร์เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังกันตลอดเวลา

