ธนาคารโลก หนุนไทยให้ทุน 2.4 ล้านดอลลาร์ ดันเมืองคาร์บอนต่ำ

ธนาคารโลก หนุนไทยให้ทุน 2.4 ล้านดอลลาร์ ดันเมืองคาร์บอนต่ำ
ภาพประกอบข่าว

คลังชี้ลงทุนสีเขียวลดความเปราะบางเศรษฐกิจ ดึงเงินกู้เวิลด์แบงก์ 200 ล้านเหรียญผ่าน EXIM หนุน ESCOs ลุยพลังงานสะอาด พร้อมรับมอบทุนให้เปล่า 2.4 ล้านดอลลาร์จากธนาคารโลก ผนึกกำลังกรุงไทยเดินหน้า 3 โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน สร้างเมืองคาร์บอนต่ำ ขยายสู่ภาคอุตสาหกรรม และวางระบบตลาดคาร์บอนเครดิตโปร่งใส ดึงทุนเอกชนดันไทยสู่ฮับภูมิภาค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ในวันที่ 17 ต.ค. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก ประธานกลุ่มธนาคารโลก ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ภายใต้หัวข้อ “Low Carbon Cities and Energy Security – Building System at Scale, Mobilizing Private Capital, Creating Jobs”

นายเอกนิติ นิติทัณฑประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก ลงนามความร่วมมือขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เชื่อมโยงนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศสู่การลงทุนอย่างเป็นรูปธรรมผ่านงาน LOW CARBON CITIES AND ENERGY SECURITY-BUILDING SYSTEM AT SCALE

ทั้งนี้มีการลงนามความมือจำนวน 3 ฉบับ คือ Policy and Transition (Just Transition to Thailand’s Low-Carbon Economy) ระหว่าง กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และธนาคารกรุงไทย / Corporate Demand & Market Creation (Low Carbon Cities (LCC) and Carbon Market Development) ระหว่าง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธนาคารกรุงไทย แกร็บ ประเทศไทย ACEIS Electric and Power และ Driver AI / Industrial Scale-Up (I-SPARK – Low-Carbon Industrial Investment) ระหว่าง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงไทย โดย MOU ทั้งสามฉบับ ครอบคลุมประเด็นด้านการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นธรรม / การพัฒนาตลาดคาร์บอน / และการขยายผลลงทุนอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สำหรับวิกฤตพลังงานที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างความยืดหยุ่นให้แก่เศรษฐกิจ เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นกระทบต่อครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม ทำให้รัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือ แต่ไม่สามารถพึ่งพาเงินอุดหนุนได้ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต จึงจำเป็นต้องลงทุนตั้งแต่ตอนนี้เพื่อลดความเปราะบางในอนาคต

ทั้งนี้รัฐบาลจึงมีนโยบายสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับความตกลงปารีสและเป้าหมาย Net Zero โดยกระทรวงการคลังได้ผลักดันให้เกิดธุรกรรมคาร์บอนเครดิตผ่าน โครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน (Low Carbon Cities and Carbon Market Development: LCC) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลก (The World Bank) ผ่านการให้วงเงินกู้แก่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Thailand) วงเงิน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อนำไปสนับสนุนบริษัทจัดการพลังงาน (Energy Service Companies: ESCOs) ในการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในทรัพย์สินภาครัฐ

นอกจากนี้ ในส่วนของการวางรากฐานนโยบาย กระทรวงการคลังยังได้รับการสนับสนุนในรูปแบบ “ทุนให้เปล่า (Market Implementation Grant)” จากธนาคารโลกมูลค่า 2.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีธนาคารกรุงไทยร่วมสนับสนุนงบประมาณสมทบ เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition Partnership) นายเอกนียายังย้ำว่า การเงินเพื่อการพัฒนาไม่ควรวัดผลเพียงจากจำนวนเงินที่ระดมได้ แต่ต้องพิจารณาจากผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง

กรุงไทยชู 3 โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน หนุนระบบนิเวศคาร์บอนเครดิตครบวงจร

ทางด้าน นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB กล่าวว่า การขับเคลื่อนพลังงานไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy) เป็นโอกาสสำคัญในการนำองค์ความรู้จากธนาคารโลกมาวางระบบมาตรฐานในประเทศ โดยการดำเนินงานผ่าน 3 โครงการสำคัญ ประกอบด้วย

  1. การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition) ความร่วมมือระหว่างธนาคารกรุงไทยกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) เพื่อศึกษากลไกทางการเงิน สนับสนุนให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ปรับตัวรับเทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ ควบคู่กับการดูแลผลกระทบต่อแรงงานและอุตสาหกรรม
  2. การพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Cities) และตลาดคาร์บอน: เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure) เชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่การใช้พลังงาน การทวนสอบ การขึ้นทะเบียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก., ระบบ ETS ของกรมโลกร้อน จนถึงมาตรฐานสากลอย่าง Gold Standard โดยมีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) พัฒนากลไกประมูลและค้นหาราคาที่โปร่งใส ทั้งนี้ ระบบยังมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ Premium Tier และ Gold Standard Eligible โดยมีผู้ซื้อหลักที่แสดงความสนใจแล้ว ได้แก่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (เพื่อรองรับมาตรการ CORSIA), Grab, ACEIS Electric and Power Co., Ltd. และ DriverAI
  3. การขยายผลสู่ภาคอุตสาหกรรม (Industrial Transition): ความร่วมมือระหว่าง บมจ.ปตท., ธนาคารกรุงไทย และ สส. ในการพัฒนากลไกระดมทุนแบบผสมผสาน (Blended Finance) สำหรับแพลตฟอร์มอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ I-SPARK ในพื้นที่มาบตาพุด-ระยอง เพื่อดึงทุนเอกชนสนับสนุนพลังงานสะอาด อุตสาหกรรมชีวภาพและหมุนเวียน พร้อมเชื่อมโยงกับโครงการ LCC เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเตรียมพร้อมรับมือมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM)

นายผยง ย้ำว่า กระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ และเปิดทางให้เชื่อมโยงกับตลาดทุนผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ เช่น โทเคนดิจิทัล (Tokenized Securities) เพื่อซื้อขายใน SET ซึ่งจะช่วยยกระดับตลาดทุนไทยและสร้างมูลค่าเพิ่มจากคาร์บอนเครดิต

“ขณะนี้ต้องทำให้เกิดโมเดลต้นแบบก่อน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ โดยมี World Bank ให้คำแนะนำและวางกรอบการดำเนินงาน เมื่อระบบเกิดขึ้นจริงก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และขยายผลไปสู่ตลาดในวงกว้างได้ โดยเป้าหมายสำคัญคือการสร้างตลาดคาร์บอนเครดิตให้กับประเทศไทย และผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำในการพัฒนาตลาดดังกล่าวร่วมกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และกลุ่มธนาคารโลก เพื่อเชื่อมโยงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเข้ากับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม”

ธนาคารโลกย้ำ “ความน่าเชื่อถือ” หัวใจสำคัญของตลาดคาร์บอน

ขณะที่ นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของไทยควรเริ่มจากการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition) การพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ และการขยายผลสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยความร่วมมือกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นอีกแนวทางในการต่อยอดการดำเนินงาน

“หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนดังกล่าวคือการสร้างกลไกตลาดคาร์บอนที่มีความน่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ เพื่อให้คาร์บอนเครดิตสามารถดึงดูดเงินลงทุนและสร้างแรงจูงใจให้ภาคส่วนต่าง ๆ ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากกลไกตลาดขาดความน่าเชื่อถือ เงินลงทุนก็จะไม่ไหลเข้าสู่ระบบ”

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚