กสิกรไทย ชี้การเงินอนาคต เทคโนโลยีต้องคู่ความเชื่อมั่น ดันกลยุทธ์ 3+1 สร้างการเติบโต
ธนาคารกสิกรไทย เร่งขับเคลื่อนกลยุทธ์ “3+1” ท่ามกลางโลกการเงินที่เปลี่ยนเร็วจากเทคโนโลยี เดินหน้าปรับบริการให้เร็วขึ้น ถูกลง ปลอดภัยมากขึ้น ควบคู่สร้างรายได้ใหม่ระยะกลาง-ยาวผ่าน AI และนวัตกรรมการเงิน พร้อมยกระดับการเข้าถึงบริการดิจิทัล-ลดต้นทุน-ลดใช้ทรัพยากร หนุนแนวคิดยั่งยืน เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างการเงินอนาคตผ่าน Q-money และ Q-Bond
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า งาน Money20/20 มหกรรมงานฟินเทคชั้นนำระดับโลก ซึ่งกรุงเทพฯ ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดงานเป็นครั้งที่ 3 เนื่องจากเป็นเมืองศูนย์กลางการเติบโตของฟินเทคในเอเชียที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยได้ร่วมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “เทคโนโลยี ความเชื่อมั่น และอนาคตของธุรกิจธนาคารในเอเชีย” (Technology, Trust, and the Future of Banking in Asia) ภายใต้กรอบแนวคิด 3+1 และ Productivity ซึ่งธนาคารให้ความสำคัญกับการผสานพลังของเทคโนโลยี ความเชื่อมั่น และความร่วมมือระหว่างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมควบคู่กับการดำเนินงานภายใต้กรอบการกำกับและดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนระบบการเงินสู่อนาคตอย่างยั่งยืน พร้อมย้ำว่า “ความเชื่อมั่นและความไว้ใจ” เป็นปัจจัยสำคัญของการเปลี่ยนผ่านในภูมิภาคเอเชีย สอดคล้องกับแนวทางวัฒนธรรมองค์กรซึ่งเป็นรากฐานสำคัญ ที่พร้อมมุ่งพัฒนานวัตกรรมให้สามารถขยายสู่การใช้งานในวงกว้างได้จริง โดยเทคโนโลยีต้องเดินคู่ไปกับความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างระบบการเงินยุคใหม่ให้มั่นคงและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
นายรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เปิดเผยในงาน Money 20/20 ภายใต้หัวข้อ KBank Strategy 3+1 ว่า โลกการเงินในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากแรงขับเคลื่อนของเทคโนโลยี แม้รูปแบบบริการจะเปลี่ยนไป แต่พื้นฐานสำคัญของธุรกิจยังคงเดิม โดยธนาคารมุ่งพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์ 3 ด้านหลัก ได้แก่ เร็วขึ้น ถูกลง และปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งเป็นความต้องการสำคัญของผู้ใช้บริการในยุคปัจจุบัน
สำหรับกลยุทธ์ “3+1” นั้น กลยุทธ์ 3 ประการแรก ประกอบด้วย การฟื้นฟูประสิทธิภาพด้านสินเชื่อ (Reinvigorate credit performance) การขยายธุรกิจที่สร้างรายได้ค่าธรรมเนียมโดยใช้เงินทุนน้อย (Scale capital-lite fee income businesses) และการยกระดับรูปแบบการขายและการให้บริการ เพื่อมุ่งสู่การสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับลูกค้า (Strengthen and pioneer sales and service models)
ขณะที่ “+1” คือการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ในระยะกลางและยาว (New Revenue Creation for Medium to Long Term) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการต่อยอดการเติบโตในอนาคต โดยใช้เทคโนโลยี เช่น AI และนวัตกรรมทางการเงิน เข้ามาต่อยอดธุรกิจเดิมให้สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารอยู่ระหว่างการลงทุนและพัฒนา เพื่อให้บริการทางการเงินตอบโจทย์ ทั้งความเร็ว ต้นทุน และความปลอดภัยที่ดีขึ้น อย่างมีประสิทธิภาพ
“เรากำลังทำ +1 เพิ่มเข้ามา ซึ่งก็คือ New Revenue Creation for Medium to Long Term นั่นหมายความว่าในตอนนี้มันอาจจะยังไม่เห็นผลกำไรชัดเจน เพราะยังอยู่ในช่วงของการเพาะบ่ม ทดลอง และพัฒนา ว่าเทคโนโลยีหรือแนวทางใหม่ ๆ อะไรจะเข้ามาช่วยยกระดับบริการทางการเงินได้ เพื่อตอบโจทย์ 3 สิ่ง คือทำให้บริการเร็วขึ้น ถูกลง และปลอดภัยมากขึ้น” นายรุ่งเรืองกล่าว
นายรุ่งเรืองกล่าวว่า ธนาคารมีการจัดสรรทรัพยากรในสัดส่วน 70% เพื่อดูแลธุรกิจหลัก รวมถึงการดูแลกลุ่มลูกค้าเดิม, 20% คือ การสร้างรายได้ใหม่และการขยายตัว โดยทรัพยากรส่วนนี้ถูกนำไปใช้ในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธนาคาร นอกจากนี้ยังรวมถึงกลยุทธ์ที่เรียกว่า “+1” ซึ่งเป็นการทำนุบำรุงธุรกิจที่สร้างรายได้หลัก (Cash Cow) ให้ทันสมัยขึ้นด้วยเทคโนโลยี อาจยังไม่สร้างกำไรในปัจจุบัน แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเป็น Game Changer ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
ในมิติของการให้บริการ ธนาคารมองว่าการพัฒนาเทคโนโลยีจะช่วยขยายการเข้าถึงให้กว้างขึ้น (Wider) จากอดีตที่เน้นการขยายสาขาและตู้ ATM ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นการให้บริการผ่านอุปกรณ์ดิจิทัล เช่น สมาร์ทโฟน ซึ่งช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้สะดวกมากขึ้น โดยต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพ ความรวดเร็ว และความถูกต้องของธุรกรรม รวมถึงความมั่นใจของผู้ใช้งาน
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลยังช่วยลดการใช้ทรัพยากร เช่น การลดการเดินทาง ลดการใช้กระดาษ และลดกระบวนการจัดการเงินสด ซึ่งส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวคิด “Greener” ที่ธนาคารผลักดัน โดยมองว่าหากระบบมีประสิทธิภาพและเข้าถึงง่าย จะนำไปสู่ความยั่งยืนโดยอัตโนมัติ
ภายใต้แนวทางการเป็น “ธนาคารแห่งความยั่งยืน” และกลยุทธ์ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Strategy) ธนาคารกสิกรไทย มุ่งพัฒนาบริการทางการเงินและการลงทุนให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงความต้องการและทันเวลา พร้อมเดินหน้าสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้ใช้บริการและภาคธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นายรุ่งเรืองกล่าวเพิ่มเติมว่า ธนาคารตั้งเป้าพัฒนาบริการการเงินแห่งอนาคตที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับความน่าเชื่อถือ เพื่อรองรับทั้งลูกค้า นักลงทุน และตลาดทุนยุคใหม่อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงิน การลงทุน การระดมทุน ระบบบริการที่ใช้งานสะดวก และมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด
ตัวอย่างนวัตกรรมที่กำลังพัฒนา ได้แก่ “Q-money” ซึ่งเป็นการทดสอบระบบ e-money บนบล็อกเชน สำหรับโอนเงินและชำระเงินข้ามประเทศ ผ่านแอปพลิเคชัน Q Wallet by KBank รวมถึงโครงการ “Q-Bond” ที่นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้จัดเก็บข้อมูลตราสารหนี้ และคำนวณการจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้น โดยเชื่อมต่อกับ Q-money เพื่อให้การชำระเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งสองโครงการอยู่ระหว่างการทดสอบภายใต้ Regulatory Sandbox ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย และยังต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเปิดให้บริการจริงในอนาคต ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจของธนาคารในการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการเงินและตลาดทุนในระยะยาว

