โบรกฯ วิเคราะห์หุ้นค้าปลีก รับประโยชน์ “ไทยช่วยไทยพลัส” ?

โบรกฯ วิเคราะห์หุ้นค้าปลีก รับประโยชน์ “ไทยช่วยไทยพลัส” ?
ภาพประกอบข่าว

โครงการไทยช่วยไทยพลัส เตรียมเปิดลงทะเบียนในเดือน พ.ค. 2569 และเริ่มใช้สิทธิในเดือน มิ.ย. 2569 โดยคาดว่ารัฐจะสนับสนุนค่าใช้จ่าย 60% ขณะที่ประชาชนจ่าย 40% ผ่านแอปเป๋าตัง วงเงินรวม 4,000 บาท แบ่งใช้เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน ครอบคลุมประชาชนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป ขณะเดียวกันยังมีมาตรการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือนอีกด้วย

นางสาวธรีทิพย์ วงษ์แสงไพบูลย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย (KS) ประเมินว่า มาตรการดังกล่าวจะมีผลเชิงบวกต่อภาพรวมกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่ผลต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเป็นลักษณะทางอ้อมมากกว่าทางตรง เนื่องจากโครงสร้างโครงการยังคงเน้นผู้ประกอบการรายย่อยเป็นหลัก ทำให้บริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทจดทะเบียน (บจ.) อาจไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้โดยตรงหากยังใช้รูปแบบเดิม ซึ่งต้องติดตามเงื่อนไขอีกที

ทั้งนี้ กลุ่มที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์ทางอ้อมคือผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจแบบ B2B ซึ่งเป็นแหล่งจัดซื้อสินค้าให้กับร้านค้ารายย่อยและรายกลาง โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มค้าส่ง เช่น บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) ที่มีโอกาสได้อานิสงส์จากการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อ อย่างไรก็ตาม จากมาตรการในรอบก่อนพบว่า ผลเชิงบวกมักเกิดขึ้นชัดเจนในช่วงครึ่งเดือนแรกของการเริ่มโครงการ ก่อนจะทยอยลดลงในช่วงเวลาที่เหลือ

ในทางกลับกันกลุ่มค้าปลีกที่เน้นขายตรงถึงผู้บริโภค (B2C) โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อาจได้รับผลกระทบเชิงลบบางส่วนในระยะสั้น เนื่องจากกำลังซื้อบางส่วนอาจถูกเบี่ยงไปใช้ผ่านโครงการแทน

“อย่างไรก็ดีหากมาตรการรอบนี้มีการกระจายระยะเวลาใช้งบประมาณออกไปประมาณ 4 เดือนตามที่เป็นข่าว ผลกระทบจะมีลักษณะกระจายตัว โดยช่วงต้นเดือนจะเห็นผลชัดมากกว่าช่วงปลายเดือน ทำให้ภาพรวมผลกระทบไม่รุนแรง”

นางสาวธรีทิพย์กล่าวอีกว่า ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลเชิงบวกน้อยที่สุด ได้แก่ กลุ่มวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้าน (Home Improvement) รวมถึงสินค้าในหมวดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งแทบไม่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการดังกล่าว

“ในภาพรวมมองว่าเป็นบวกในแง่ของการกระตุ้นและเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่ผลต่อกลุ่มค้าปลีกที่จดทะเบียนน่าจะเป็นทางอ้อมมากกว่า โดยเฉพาะหากเริ่มในช่วงปลายไตรมาส 2 ต่อเนื่องไตรมาส 3 ก็จะช่วยพยุงช่วงโลว์ซีซั่นได้ ปัจจัยสำคัญมาจากโครงการที่มีการกระจายการใช้ ทำให้อิมแพ็กต์ไม่กระจุกตัว ถ้าเห็นรายละเอียดเงื่อนไขที่ชัดเจนมากขึ้นภาพประเมินก็จะชัดขึ้น ขณะที่ข้อดีของรอบนี้เมื่อเทียบกับรอบก่อนคือเม็ดเงินใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ซึ่งน่าจะช่วยให้ภาพรวมการใช้จ่ายดูดีขึ้นและต่อเนื่องยาวนานขึ้น”

ด้านแนวโน้มผลประกอบการกลุ่มค้าปลีกในไตรมาส 1/2569 คาดว่าภาพรวมมีทั้งบวกและลบเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยภาพรวมอาจดูทรงตัว จากฐานที่สูงในปี 2568 ซึ่งได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ Easy E-Receipt ส่งผลให้กลุ่มห้างสรรพสินค้าและสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) และ บมจ.โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) มีแนวโน้มกำไรลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

ขณะที่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น เช่น บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) และ บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) ยังมีแนวโน้มเติบโตได้จากการบริหารจัดการอัตรากำไรที่ดีขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมทั้งอุตสาหกรรมเป็นลักษณะผสม ระหว่างกลุ่มที่เติบโตและชะลอตัว

ในเชิงไตรมาส (QoQ) คาดว่าผลประกอบการโดยรวมจะอ่อนตัวลงเล็กน้อยตามฤดูกาล หลังผ่านช่วงไฮซีซั่นในไตรมาส 4 โดยคาดว่ากำไรจะลดลงในระดับเลขหลักเดียว (Low Single Digit) อย่างไรก็ตามกลุ่มวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้าน เช่น บมจ.ดูโอม (DOHOME) และ บมจ.สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) อาจเห็นการฟื้นตัว QoQ จากปัจจัยฤดูกาล

สำหรับแนวโน้มทั้งปี 2569 นางสาวธรีทิพย์กล่าวว่า เดิมคาดว่าจะฟื้นตัวได้ดีกว่าปีก่อน อย่างไรก็ดีความเสี่ยงใหม่จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ส่งผลต่อราคาพลังงานทำให้ต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบต่อกำลังซื้อผู้บริโภคในระยะถัดไป

“คาดว่าในไตรมาส 2 จะเริ่มเห็นแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น แม้ยังอยู่ในระดับที่ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการได้ ผ่านการปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามหากราคาพลังงานโดยเฉพาะค่าไฟฟ้ายังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจกระทบต่อกำลังซื้อและทำให้ผู้ประกอบการต้องใช้โปรโมชั่นมากขึ้นเพื่อกระตุ้นยอดขาย”

ในกรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายเร็ว จะช่วยลดแรงกดดันต่อกลุ่มค้าปลีกและทำให้ยังคงเป็นกลุ่มที่น่าสนใจลงทุน แต่หากยืดเยื้ออาจทำให้แนวโน้มในระยะสั้นยังคงเปราะบาง

“ครึ่งปีหลังมีโอกาสต้องปรับประมาณการ หากสงครามหรือราคาพลังงานยังไม่คลี่คลายและกระทบกำลังซื้อ ขณะที่ครึ่งปีแรกความเสี่ยงยังไม่มาก หากราคาพลังงานไม่เร่งขึ้น โดยปลายไตรมาส 2 จะมีไทยช่วยไทยพลัสเข้ามาช่วยพยุงกำลังซื้อได้บางส่วน ต้องติดตามต้นทุนค่าไฟเป็นหลักในระยะถัดไป”

นางสาวจินดานุช ประเวศโชตินันท์ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัสเป็นเพียง Sentiment บวกในระดับอ่อนต่อกลุ่มค้าปลีก เนื่องจากเงื่อนไขและรูปแบบการใช้จ่ายยังใกล้เคียงกับรอบก่อนหน้า แม้ระยะเวลาโครงการจะยาวขึ้น แต่เมื่อเฉลี่ยวงเงินต่อเดือนแล้วไม่ได้แตกต่างจากช่วงปลายปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ

“โครงการดังกล่าวไม่ได้ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อให้เติบโตอย่างชัดเจน แต่มีบทบาทในการพยุงเศรษฐกิจมากกว่า โดยช่วยให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบในช่วงไตรมาส 2-3 ปี 2569 ในแง่ผลกระทบต่อกลุ่มค้าปลีก มองว่าไม่ได้รับประโยชน์โดยตรง เนื่องจากไม่ใช่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ อย่างไรก็ตามมีหุ้นบางส่วนที่ได้อานิสงส์ทางอ้อม เช่น CPAXT จากธุรกิจ Makro ที่จำหน่ายสินค้าให้ผู้ประกอบการเพื่อนำไปขายต่อ”

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚