คลังเปิดรายได้ 9 เดือน คง VAT อีก 1 ปี-จ่อปรับภาษีบุหรี่

คลังเปิดรายได้ 9 เดือน คง VAT อีก 1 ปี-จ่อปรับภาษีบุหรี่
ภาพประกอบข่าว

กระทรวงการคลังรายงานผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค. 68 – มิ.ย. 69) ว่า รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ จำนวน 2,158,531 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 50,896 ล้านบาท หรือสูงกว่าเป้า 2.4% และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 5.3%

เนื่องมาจาก (1) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ยังดี (2) กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง จ่ายเงินปันผลเพิ่มเติมจากกำไรสะสม และรัฐวิสาหกิจบางแห่งมีการจ่ายเงินปันผลสูงกว่าที่ประมาณการไว้ เนื่องจากผลประกอบการที่ดีขึ้น และ (3) การนำส่งเงินส่วนเกินจากการจำหน่ายพันธบัตรจากการกู้เงิน เพื่อชดเชยการขาดดุล

3 กรมภาษีเกินเป้าแค่ 3 หมื่นล้าน

ทั้งนี้ หากพิจารณาเป็นรายหน่วยงาน พบว่า กรมสรรพากร จัดเก็บรายได้ 9 เดือนที่ 1,757,600 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 35,336 ล้านบาท หรือเกินเป้า 2.1% และสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 89,619 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5.4%

ขณะที่กรมสรรพสามิต จัดเก็บรายได้ที่ 433,056 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 1,268 ล้านบาท หรือเกินเป้า 0.3% และสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 32,593 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8.1% ส่วนกรมศุลกากร จัดเก็บรายได้ 85,767 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 5,833 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้า 6.4% แต่สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 449 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.5%

เมื่อรวม 3 กรมภาษีจัดเก็บรายได้รวมกันที่ 2,276,423 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 30,771 ล้านบาท หรือเกินเป้า 1.4% และสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 122,661 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5.7%

“รัฐวิสาหกิจ” ส่งรายได้พุ่ง 20%

เมื่อ 3 กรมภาษีเก็บรายได้เกินเป้า แต่ไม่ได้สูงมาก จะเห็นได้ว่ารัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นมีการนำส่งรายได้ค่อนข้างสูง กล่าวคือ รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้9 เดือนที่ 170,241 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 29,485 ล้านบาท หรือเกินเป้า 20.9% และสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 31,438 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 22.6% ส่วนหน่วยงานอื่น นำส่งรายได้ 138,652 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 13,023 ล้านบาท หรือเกินเป้า 10.4% แต่ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 6,464 ล้านบาท หรือลดลง 4.5%

กู้ชดเชยขาดดุลแล้ว 7.6 แสน ล.

ด้านฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในช่วง 9 เดือนแรก รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้นจำนวน 2,154,736 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 105,551 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5.2% ในขณะที่มีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณทั้งสิ้นจำนวน 3,148,064 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 236,054 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8.1%  

ทั้งนี้ รัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล จำนวน 762,488 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 43,675 ล้านบาท หรือลดลง 5.4% ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2569มีจำนวนทั้งสิ้น 423,545 ล้านบาทต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 21,620 ล้านบาท หรือลดลง 4.9%

คลัง

ตรึง VAT อัตรา 7% อีก 1 ปี

ขณะที่ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติขยายเวลาคง VAT ที่ 7% ออกไปอีก 1 ปี จนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2570

โดย “รัชดา ธนาดิเรก” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อขยายระยะเวลามาตรการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ออกไปอีก 1 ปี

สาระสำคัญของมาตรการดังกล่าวเป็นการขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งกำลังจะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย. 2569 ออกไปอีก 1 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2570 โดยคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่  6.3% (ไม่รวมภาษีท้องถิ่น) หรือ 7% (รวมภาษีท้องถิ่น) เป็นการชั่วคราว สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าทุกกรณี

“การคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ 7% จะช่วยลดผลกระทบจากภาระค่าครองชีพ ช่วยกระตุ้นการบริโภคของประชาชน ซึ่งจะส่งผลให้ภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย และการลงทุนภาคเอกชนภายในประเทศสามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมาย รวมถึงช่วยเสริมสร้างบรรยากาศที่ดีในการประกอบกิจการให้แก่ภาคเอกชน” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

แผนคลังขึ้น VAT 8.5% ปี’71

การตัดสินใจคง VAT ของรัฐบาล แม้ว่าการจัดเก็บรายได้ภาพรวมของรัฐบาลจะยังไม่ได้ดีมากนัก สะท้อนว่าภาวะเศรษฐกิจยังไม่ได้ฟื้นตัวในระดับศักยภาพ จึงยังไม่มีความพร้อมรองรับการขึ้นภาษี VAT และเป็นไปตามที่ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เคยประกาศไว้ว่า ตามแผนการคลังระยะปานกลางจะปรับ VAT เป็น 8.5% ในปี 2571

อย่างไรก็ดี แผนการคลังระยะปานกลาง (ปี 2570-2573) ระบุว่า รัฐจะต้องเพิ่มรายได้ 198,170 ล้านบาท โดยหน่วยงานต่าง ๆ จะต้องดำเนินการ ดังนี้ 

“กรมสรรพากร” จะต้อง 1) ปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และพิจารณาความเหมาะสมของค่าลดหย่อนบางประเภท เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ซึ่งจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 45,800 ล้านบาท 2) จัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรจำนวน 12,000 ล้านบาท และ 3) จัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 จำนวน 8,400 ล้านบาท

ขณะที่ “กรมสรรพสามิต” จะต้องดำเนินการ 1) จัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลและเบนซินเพิ่มจากอัตราปัจจุบันลิตรละ 1 บาท จะมีรายได้เพิ่มขึ้น 33,000 ล้านบาท  2) ปรับโครงสร้างและปรับเพิ่มอัตราภาษีจากสินค้ากลุ่มภาษีบาป (สุรา เบียร์ และยาสูบ)  5,450 ล้านบาท 3) ปรับโครงสร้างของสินค้าที่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมที่รวมถึงการนำภาษีคาร์บอนมาใช้พิจารณาประกอบ 6,000 ล้านบาท และ 4) จัดเก็บภาษีจากสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 320 ล้านบาท

ด้าน “กรมศุลกากร” จะมีมาตรการยกเลิกการยกเว้นการจัดเก็บอากรขาเข้าจากสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 3,000 ล้านบาท 

และ “ส่วนราชการอื่น” จะมีรายได้เพิ่มจาก 1) รายได้จากสัมปทานปิโตรเลียม 71,300 ล้านบาท และ 2) ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 12,900 ล้านบาท

สรรพสามิตขยับปรับภาษีบุหรี่

เมื่อเร็ว ๆ นี้ “พรชัย ฐีระเวช” อธิบดีกรมสรรพสามิต ได้ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ว่า ในปัจจุบันการจัดเก็บภาษีบุหรี่ใช้ระบบภาษี 2 อัตรา คือ เก็บภาษี 25% สำหรับบุหรี่ราคาขายปลีกไม่เกิน 72 บาทต่อซอง และเก็บภาษี 42% สำหรับบุหรี่ราคาขายปลีกเกิน 72 บาทต่อซอง

ซึ่งส่งผลกระทบให้การเก็บรายได้ภาษีบุหรี่ลดลง 10,000-20,000 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากผู้บริโภคไปบริโภคกระจุกตัวที่บุหรี่อัตราภาษีต่ำ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาของบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้า 

โดย “อธิบดีกรมสรรพสามิต” ระบุด้วยว่า ได้ศึกษาเรื่องภาษีบุหรี่อัตราเดียวเสร็จแล้ว แต่อยู่ระหว่างรับฟังความเห็น 

สุดท้ายแล้วจะเห็นได้ว่าการปรับขึ้นภาษีเป็นเรื่องยากเสมอ ซึ่งหากภาครัฐจะดำเนินการเพื่อเพิ่มรายได้ก็คงต้องเริ่มที่ “สินค้าฟุ่มเฟือย” หรือ “สินค้าบาป” ก่อน

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚