ก.ล.ต.ขีดเส้นอินฟลูฯ ‘แนะนำ-ชักชวนลงทุน’ ต้องมีไลเซนส์ ลุยสกัดหลอกลงทุน

ก.ล.ต.ขีดเส้นอินฟลูฯ ‘แนะนำ-ชักชวนลงทุน’ ต้องมีไลเซนส์ ลุยสกัดหลอกลงทุน
ภาพประกอบข่าว

ก.ล.ต.ขีดเส้น Finfluencer-Content Creator หากเข้าข่ายแนะนำหรือชักชวนลงทุน ต้องมีใบอนุญาต พร้อมบังคับใช้กฎหมายหากฝ่าฝืน ขณะที่ยอดประชาชนขอคำปรึกษาภัยลงทุนปีนี้พุ่งเกือบ 4,000 ครั้ง

นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงแนวทางกำกับดูแล Content Creator และ Finfluencer ด้านการเงินและการลงทุนว่า ปัจจุบันบุคคลกลุ่มดังกล่าวมีบทบาทในการสื่อสารข้อมูลไปยังประชาชนมากขึ้น และมีประโยชน์ในการย่อยข้อมูลที่ซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ต้องมีขอบเขตที่ชัดเจนระหว่างการให้ข้อมูลหรือความรู้ กับกิจกรรมที่เข้าข่ายต้องได้รับใบอนุญาต

หลักการสำคัญคือ หาก Content Creator หรือ Finfluencer ทำกิจกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. เช่น การให้คำแนะนำการลงทุน หรือชักชวนประชาชนให้ลงทุนในหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเข้าข่ายกิจกรรมที่ต้องได้รับใบอนุญาต จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

หากดำเนินกิจกรรมที่เข้าข่ายต้องได้รับใบอนุญาตโดยไม่ได้รับอนุญาต ก.ล.ต.จะดำเนินการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมาย

“หลักเกณฑ์เกี่ยวกับกิจกรรมที่ต้องได้รับอนุญาตมีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่จะดำเนินการเพิ่มขึ้นคือการสร้างความชัดเจนให้ Content Creator และ Finfluencer เข้าใจว่า กิจกรรมประเภทใดเป็นเพียงการให้ข้อมูลหรือความรู้ และกิจกรรมใดก้าวเข้าสู่ ‘เส้นแดง’ ที่เข้าข่ายต้องได้รับใบอนุญาต” นายเอนกกล่าว

สำหรับ Content Creator ที่ให้ความรู้หรือเผยแพร่ข้อมูลทั่วไป โดยไม่ได้ทำกิจกรรมที่เข้าข่ายต้องได้รับอนุญาต ก.ล.ต.มีแนวทางสนับสนุนให้เข้าถึงฐานข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อนำไปสื่อสารต่อประชาชน ขณะที่ผู้ที่ดำเนินกิจกรรมเกินขอบเขตและเข้าข่ายต้องได้รับอนุญาต จะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมาย

ส่วนกรณี Content Creator หรือ Finfluencer ทำงานร่วมกับผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. จะอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ด้านการโฆษณาของผู้ประกอบธุรกิจ รวมถึงการเปิดเผยผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนกระบวนการคัดเลือกและกำกับดูแลบุคคลที่เข้ามาสื่อสารข้อมูลกับประชาชน

ซึ่ง ก.ล.ต.มองว่า Content Creator และ Finfluencer ที่ให้ข้อมูลอย่างถูกต้องสามารถเป็นอีกกลไกในการเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารเรื่องการเงินและการลงทุนไปยังประชาชนได้ จึงไม่ได้มุ่งจำกัดบทบาทของบุคคลกลุ่มดังกล่าว แต่จะเน้นกำกับกิจกรรมที่เข้าสู่ขอบเขตซึ่งกฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาต

ขณะเดียวกัน ก.ล.ต.ยังเดินหน้าป้องกันปัญหาหลอกลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ หลังมิจฉาชีพนำเทคโนโลยีมาใช้หลอกลวงประชาชนในหลายรูปแบบ ทั้ง Investment Scam และ Romance Scam โดยพบว่าประชาชนมีความตื่นตัวในการตรวจสอบข้อมูลมากขึ้น

สะท้อนจากจำนวนการขอคำปรึกษากับ ก.ล.ต.ที่เพิ่มจากกว่า 1,200 ครั้งในปีก่อน เป็นเกือบ 4,000 ครั้งในปีนี้ หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ขณะที่การสื่อสารและรณรงค์สร้างความตระหนักเรื่องภัยลงทุนผ่านช่องทางต่าง ๆ สามารถสร้างการเข้าถึงได้ประมาณ 55 ล้าน Reach

สำหรับการปิดกั้นช่องทางที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลงทุน ปีนี้ ก.ล.ต.ดำเนินการแล้ว 368 ครั้ง และสามารถปิดกั้นได้ 100% ภายในระยะเวลาไม่เกิน 48 ชั่วโมง เทียบกับปีก่อนที่มีการปิดกั้นมากกว่า 2,100 ครั้ง

นายเอนก กล่าวว่า จำนวนการปิดกั้นที่ลดลงสะท้อนว่ามาตรการต่าง ๆ เริ่มเห็นผล และผู้กระทำผิดอาจใช้ช่องทางหรือวิธีการเดิมในการหลอกลวงได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมิจฉาชีพมีการปรับเปลี่ยนวิธีการและนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้อย่างต่อเนื่อง

ในระยะต่อไป ก.ล.ต.จะเพิ่มการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจจับและป้องกันการหลอกลงทุน รวมถึงทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อตรวจสอบโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนก่อนเผยแพร่ในวงกว้าง และร่วมมือกับ LINE เพื่อเพิ่มกลไกแจ้งเตือนผู้ใช้งานเมื่ออาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับช่องทางที่มีความเสี่ยง

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างยกระดับเทคโนโลยีเพื่อตรวจจับการหลอกลงทุนผ่านภาพและวิดีโอ เพื่อให้สามารถตรวจพบและสกัดกั้นความเสี่ยงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚