หุ้นไทยโค้งท้ายปีมีลุ้นฟื้น จับตากำไร บจ. Q3 ชี้ชะตา ‘ทิสโก้’ ชู 7 หุ้นฝ่าตลาดผันผวน
บล.ทิสโก้มองหุ้นไทยโค้งสุดท้ายปี 2569 ยังมีโอกาสฟื้นตัว จับตากำไร บจ.ไตรมาส 3 ชี้ทิศทางตลาด ลุ้น SET กลับเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นปีหน้า แนะกระจายลงทุน 4 ธีม คัด 7 หุ้นเด่นเดือน พ.ย. พร้อมวางแนวต้าน 1,580-1,600 จุด
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงโค้งสุดท้ายปี 2569 ยังมีมุมมองเชิงบวก โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 3/2569 ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดทิศทางกำไรและความเชื่อมั่นของนักลงทุน หากกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตได้ตามคาด จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) มีโอกาสกลับเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นรอบใหม่ในปี 2570

ทั้งนี้ บล.ทิสโก้แนะนำกระจายการลงทุนเพื่อสร้างสมดุลระหว่างโอกาสรับผลตอบแทนและการกระจายความเสี่ยง พร้อมคัดเลือกหุ้นเด่นประจำเดือน พ.ย. ได้แก่ AOT, BDMS, CENTEL, ERW, GULF, KBANK และ PTTEP โดยเน้นบริษัทที่คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 3 จะออกมาดี และมีแนวโน้มกำไรเติบโตต่อเนื่องในไตรมาส 4
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index เดือนพ.ย. ประเมินแนวรับสำคัญที่ 1,500-1,520 จุด และ 1,480 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,580-1,600 จุด และ 1,630 จุด
นายอภิชาติ กล่าวอีกว่า ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 3 ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของแนวโน้มกำไรที่ตลาดปรับประมาณการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปี โดยคาดว่าภาพรวมกำไรจะได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี เทคโนโลยี และอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Data Center
ขณะที่กลุ่มท่องเที่ยวและการแพทย์ยังมีแนวโน้มเติบโตดีตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตลาดมีความคาดหวังต่อผลประกอบการในระดับสูง ทำให้การประกาศงบไตรมาส 3 มีความสำคัญต่อทิศทางความเชื่อมั่นและกระแสเงินทุนในระยะถัดไป
สำหรับแนวโน้มระยะกลาง คาดการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนจะกระจายตัวมากขึ้น จากเดิมที่พึ่งพากลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก ไปสู่กลุ่มธนาคาร เทคโนโลยี การบริโภค และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารที่มีแนวโน้มเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ไปสู่การฟื้นตัวของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ตามการขยายตัวของสินเชื่อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า
สำหรับปัจจัยต่างประเทศ ประเมินว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มได้รับแรงสนับสนุนจากความไม่แน่นอนทางการเมืองสหรัฐที่ลดลงภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอม เนื่องจากการถ่วงดุลอำนาจระหว่างสภาคองเกรสและประธานาธิบดี อาจช่วยลดความเสี่ยงจากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สร้างความผันผวนต่อตลาด
ทั้งนี้ จากสถิติในอดีตพบว่า ตลาดหุ้นสหรัฐมักตอบรับเชิงบวกภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอม โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวกประมาณ 1.1-6.6% ในช่วง 1-3 เดือนหลังการเลือกตั้ง และมีระดับความเชื่อมั่นทางสถิติราว 70-80% ซึ่งผลเชิงบวกดังกล่าวมีแนวโน้มส่งผ่านไปยังตลาดหุ้นนอกสหรัฐด้วย
ส่วนปัจจัยการเมืองในประเทศ แม้การเลื่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจออกไปเป็นเดือน ธ.ค. ไม่น่าจะกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล แต่ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนรอความชัดเจน และอาจส่งผลให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจบางส่วนล่าช้าออกไป
กลยุทธ์ลงทุนเดือน พ.ย. แนะนำกระจายการลงทุนใน 4 ธีม ได้แก่ 1.หุ้นที่มีโอกาสเติบโต แนะนำ GULF 2.หุ้นเชิงรับและหุ้นปันผล แนะนำ BDMS และ KBANK 3.หุ้นที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของสินค้าโภคภัณฑ์ แนะนำ PTTEP และ 4.หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) รวมถึงการเก็งกำไรหุ้นที่คาดว่าจะได้รับคัดเลือกเข้าสู่ดัชนี SET50 แนะนำ AOT, CENTEL และ ERW
นอกจากนี้ บล.ทิสโก้ยังแนะนำการลงทุนในหุ้นต่างประเทศผ่านตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt : DR) จำนวน 2 หลักทรัพย์ ได้แก่ VT03 และ KO80 เพื่อกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดหุ้นที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคม
โดย VT03 เป็นทางเลือกสำหรับการกระจายลงทุนในหุ้นทั่วโลก ช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในหุ้นเฉพาะกลุ่ม ขณะที่ KO80 ซึ่งอ้างอิงหุ้น Coca-Cola เป็นหุ้นเชิงรับที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง และคาดว่าอาจได้รับประโยชน์จากการโยกย้ายเงินลงทุน หากเกิดแรงขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
“ทิสโก้ยังให้น้ำหนักเชิงบวกต่อแนวโน้มการลงทุนในระยะข้างหน้า โดยมองว่าคุณภาพผลประกอบการและแนวโน้มกำไรปี 2570 จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางตลาดหุ้นไทย หากกำไรโดยรวมยังเติบโตตามคาด จะเพิ่มโอกาสให้ SET Index กลับเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นรอบใหม่” นายอภิชาติ กล่าว

