สรรพสามิต ประเมินค่ายรถอีวีนำเข้า ใช้เวลา 1-2 ปี ตัดสินใจลงทุนผลิตในประเทศไทย
สรรพสามิต ประเมินค่ายรถอีวีนำเข้า ใช้เวลา 1-2 ปี ตัดสินใจลงทุนผลิตในประเทศไทย เร่งหารือส.อ.ท. กำหนดเกณฑ์ MIT จากการใช้ Local Content
ดร.พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ BEV และ REEV ที่นำเข้าจากต่างประเทศนั้น มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ไม่ได้เป็นการปฏิเสธการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากต่างประเทศ การนำเข้าหลังนี้จะเป็นไปเพื่อดึงดูดการลงทุน ทดลองตลาด 2.ต่อยอดการผลิตในประเทศให้เป็นฮับอีวีต่อไป และ 3.ให้ความสำคัญกับการใช้ Local Content ให้มากขึ้น เน้นการสร้างเทคโนโลยีในประเทศเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ทักษะแรงงานของไทยในการผลิตรถยนต์แห่งอนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ดี ขณะนี้กรมสรรพสามิตหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เรื่องการใช้ Local Content ตามเกณฑ์ MIT (Made in Thailand) ซึ่งการคำนวณอัตราภาษีจากการใช้ Local Content กำลังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการ
ดร.พรชัย กล่าวว่า เบื้องต้นมีการประเมินว่าภายหลังจากมาตรการภาษีดังกล่าวมีผลบังคับใช้ น่าจะใช้เวลาราว 1-2 ปี เพื่อเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำหรับผู้ประกอบการที่จะตัดสินใจเข้ามาสร้างโรงงาน และการหาชิ้นส่วนต่าง ๆ เพื่อใช้ในการผลิต โดยมองว่ามาตรการดังกล่าวคงไม่ได้กระตุ้นให้เกิดการผลิตรถ EV เพิ่มอย่างเฉียบพลัน รวมทั้งต้องการให้คงสัดส่วนการผลิตคือ การนำเข้า 30% และการผลิตในประเทศ 70%
ทั้งนี้ สิ่งที่นักลงทุนต่างชาติต้องตัดสินใจคือการคำนวณว่าต้นทุนที่จ่ายภาษี เทียบกับการลงทุนในประเทศ อันไหนคุ้มกว่ากัน รวมทั้งการลงทุนในโรงงานผลิตรถยนต์ไม่ใช่เรื่องใหญ่เหมือนก่อน แต่ต้องการที่ดินและสาธารณูปโภครองรับ

ดร.พรชัย กล่าวว่า สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจที่จะเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยรายใหม่ที่เข้ามาเข้ามาหารือ มีทั้งผู้ประกอบการค่ายรถจีน ญี่ปุ่น และยุโรป ขณะที่ดีลเลอร์ที่จะนำเข้ารถในช่วงนี้ ต้องบริหารและคำนวณความต้องการของผู้บริโภค
นางสาวรัชฎา วานิชกร รองอธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ปัจจุบันมีการกำหนดอัตราภาษีรถอีวีนำเข้าทั้งคัน แบ่งเป็น 2 อัตรา ได้แก่ 1.อัตราภาษี 35% สำหรับรถนำเข้าที่ไม่ได้ใช้ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ในประเทศ และ 2. อัตราภาษี 2% ซึ่งจะมีการกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวด โดยเฉพาะการใช้ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์อย่างแบตเตอรีที่ผลิตขึ้นในประเทศ เนื่องจากภาครัฐต้องการส่งเสริมฐานการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าในไทย ขณะที่ค่ายรถยนต์จากบริษัทแม่ส่วนใหญ่ยังคงหวงเทคโนโลยี “การดึงแบตเตอรีให้ผลิตในไทยทำได้ยากมาก เพราะแบตเตอรีคือหัวใจของยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งประเทศแม่ยังคงกังวลเรื่องนี้อยู่”
นอกจากนี้ ในระยะต่อไป กรมสรรพสามิตจึงเตรียมทบทวนเพิ่มระดับภาษี (Tier) อีกราว 2 ขั้น เช่น การขยับจาก 2% มาเป็น 10% แต่มีเงื่อนไขที่ผ่อนปรนลง เช่น อาจไม่ต้องใช้แบตเตอรีที่ผลิตในประเทศก็ได้ แต่ต้องใช้ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์อื่นๆ ที่สำคัญที่ผลิตในประเทศแทน เช่น มอเตอร์ อินเวอร์เตอร์ และรีดักชันเกียร์

